| |||||||
11 มกราคม 2554
ชาวแกลง...อยู่มาอย่างไร...และเรา...จะอยู่กันอย่างไรต่อไป
13 ธันวาคม 2553
ลำนำเพลงแห่งสายพาน ลำเลียงงานเทศบาลได้ก้าวไป
![]() |
| บันไดสู่ดาว ไม่เอาขาหยั่งทำงานง่าย หลังคาทำจากกล่องนม |
![]() |
| กว้างขึ้นทั้งรางลำเลียงและพื้นที่ทำงาน |
เครื่องสายพานคัดแยกขยะเครื่องที่สองนี้ ได้ออกแบบปรับปรุงจากเครื่องแรกดังนี้
๑ สร้างขึ้นใหม่ ไม่ดัดแปลงมาจากวัสดุมือสอง
๒ ความกว้างของรางมีขนาดกว้างกว่าเครื่องแรกคือ ประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ช่วยเพิ่มพื้นที่ลำเลียงขยะได้มากขึ้นในเวลาที่เท่ากัน
๓ เปลี่ยนตัวสายพานเป็นชนิดวัสดุแบบยางรถยนต์ ช่วยการยึดเกาะให้กับวัสดุขยะได้ดีขึ้น
๔ ด้านปลายของสายพาน ยกมุมให้สูงขึ้นมากพอที่จะอยู่เหนือกว่าระดับความสูงของแซงรถยนต์ เพื่อไม่ต้องเกลี่ยขยะให้กองต่ำลงเวลาไหลลงรถจนกองสูงติดยอดสายพาน
๕ ตัวโม่เล่ย์ขับเคลื่อนสายพานใช้เป็นโซ่คล้ายโซ่รถจักรยานแทนชนิดยาง ทำให้มีแรงดึงมากขึ้น
๖ แกนโม่เล่ย์ยาวกว่าเดิม เพื่อมิให้เศษขยะไหลมาพันโม่เล่ย์จนทำให้ต้องหยุดเดินเครื่อง
๗ ลานกองขยะก่อนขึ้นสายพานได้รับการออกแบบให้มีระดับสูงจากพื้นดินและสูงกว่าจุดเริ่มต้นของสายพาน ช่วยให้ไม่ต้องโกยใส่เข่ง แล้วยกเข่งเทใส่สายพาน ทำให้ลดจำนวนคนยกเข่งลงได้ ๒ คนและลดการใช้กำลังของคนคาดขยะลง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ
๘ ข้างรางสายพาน มีการออกแบบชั้นยืนแบบขั้นบันใดและราวกันตก โดยไม่ต้องเพิ่มเสาตั้งกับพื้นให้เกะกะยุ่งยากในการทำความสะอาดเหมือนแบบเก่าที่เป็นแบบโต๊ะมีขา
๙ หลังคากันแดด กันฝน ถูกออกแบบให้มีระดับสูงโปร่งขึ้นกว่าเดิม เพิ่มความสะดวกในการทำงาน
![]() |
| รางระบายน้ำเสียที่จะใช้ระบบพฤกษาบำบัด |
ในลำดับต่อไปจะได้เพิ่มจำนวนรถขยะจากเดิม ๒ เที่ยวรถหกล้อ กับอีก ๑ คันปิคอัพ เป็น ๓ เที่ยวรถหกล้อ กับอีก ๑ คันปิคอัพ และเตรียมจะหันกลับไปปรับปรุงสายพานคัดแยกขยะเครื่องเก่าให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นอีกในทุก ๆ ส่วนที่ได้มีประสบการณ์มาแล้ว
![]() |
| ยกระดับพื้นกองขยะให้สูงขึ้น คาดขยะใส่สายพานได้ไม่ต้องโกยใส่เข่ง |
11 ธันวาคม 2553
เกษตรเมือง..คือเกษตรกรรมที่ทำในเมือง
อย่างไรเสีย...ก็คงจะป่วยการไปร้องแรกแหกกระเฌอเที่ยวหาที่ดินเป็นสิบไร่ร้อยไร่พันไร่เพื่อทำฟาร์มผัก และแม้ว่าหาได้มัีนก็ไม่ใช่ชีิวิตของคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ถึงออกไปทำไร่ทำสวน มันก็คงไม่จีรัง ดั่งผู้มีฐานะ อยากมีบ้านพักชายทะเล เมื่อซื้อบ้านพักชายทะเลไว้แล้ว ก็เห่อแห่กันมาสักพักหนึ่ง นักเข้าเมื่อปลีกเวลาแหวกมาพักผ่อนไม่ค่อยได้ ด้วยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในเมือง ก็ร้างลาบ้านพักชายทะเลกันไปเสียโดยมาก
ฉันใดก็ฉันนั้น งานการต่าง ๆ แม้แต่เรื่องการทำเกษตรในเมือง หากจัดแจงได้ไม่ลงตัวต่อการดำเนินชีวิตประจำวันแล้วไซร้ ก็คงไม่สู้ได้ประโยชน์อะไร
เรื่องแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในเมืองแกลงหันกลับมานึกถึงและลงมือทำสวนอาหารหลังบ้านเหมือนแต่ก่อนที่รอบบ้านหลังบ้านมีพืชอาหารกันเต็มไปหมดนั้น หากไม่ลงมือทำนำร่องไปก่อนแล้ว ก็คงป่วยการ ด้วยลำพังเอาแต่กู่ก้องร้องตะโกนให้มาอบรม ๆ ๆ และอบรม โดยไม่ทำอาการ "ปฏิบัติบูชา" นั้นมันจะเข้ากับยุคสมัยเกินไป เหตุดังกล่าว เทศบาลตำบลเมืองแกลง จึงอาศัยที่อยู่สองสถาน คือรอบเสาธงหน้าสำนักงานเทศบาล และดาดฟ้าอาคารป้องกันฯ ลงมือทำเพื่อชู ให้ดูแล้วเห็นเป็นประจักษ์ ว่า เพียงความใส่ใจ ใส่เข้าไปใ้ห้ดินและน้ำเท่านั้น พืชอาหารอันหลากหลายก็เกิดขึ้นให้เราไว้บริโภคกันได้
หลักง่าย ๆ ที่ควรพิจารณาก่อนลงมือทำเกษตรเมือง คือ
ทำอะไรที่มันง่าย ๆ เอาแต่พอตัวพอกำลังของตน สอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน และเป็นไปได้เสียก่อนเป็นเบื้องต้น
อย่าไปหวังผลผลิตว่าจะออกมาเป็นบิ๊กล็อต แต่ไปเรื่อย ๆ ดั่งน้ำซึมบ่อทราย
อยากกินอะไร ใคร่ครวญว่าเป็นไปได้ ก็ปลูกอย่างนั้น
พิจารณาสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่พอจะใช้ในการปลูกได้บ้างก่อนลงทุนซื้อ ๆ ๆ
มองหาที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่าง ให้มีที่ว่าง แต่หากหาที่ว่างไม่ได้จริง ๆ ก็ปลูกมันในภาชนะอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ที่เปลือง
ดูทางแดดทางลม ดูชนิดต้นไม้ที่จะปลูกไว้บ้าง เพราะมันขึ้นอยู่กับดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ เช่นดอกทานตะวันทำไมหันรับแสงอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ
ข้อพินิจต่อไปคือ เกษตรเมืองที่หมายถึงเกษตรกรรมที่ทำแต่ในเมืองนั้น ทำแล้วได้อะไร เมื่อได้ลงมือทำก็จะพบว่า เมื่อเราใฝ่ใจ ก็จะได้ความสุขใจ ได้พืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทาน ได้รู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สามารถดำเินินชีวิตได้ด้วยการเพาะปลูก
ตั้งหลักให้ดี มองกระบวนการด้วยความพึงพอใจทั้งมรรคและผล เพื่อสิ่งที่เขาบอกว่า ปลูกพืชผลแล้วไม่มีกำไร จะไม่มีวันย่างกรายมาใกล้เราอย่างแน่นอน
ู
![]() |
| แปลงผักหน้าสำนักงานเทศบาลฯ |
เรื่องแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในเมืองแกลงหันกลับมานึกถึงและลงมือทำสวนอาหารหลังบ้านเหมือนแต่ก่อนที่รอบบ้านหลังบ้านมีพืชอาหารกันเต็มไปหมดนั้น หากไม่ลงมือทำนำร่องไปก่อนแล้ว ก็คงป่วยการ ด้วยลำพังเอาแต่กู่ก้องร้องตะโกนให้มาอบรม ๆ ๆ และอบรม โดยไม่ทำอาการ "ปฏิบัติบูชา" นั้นมันจะเข้ากับยุคสมัยเกินไป เหตุดังกล่าว เทศบาลตำบลเมืองแกลง จึงอาศัยที่อยู่สองสถาน คือรอบเสาธงหน้าสำนักงานเทศบาล และดาดฟ้าอาคารป้องกันฯ ลงมือทำเพื่อชู ให้ดูแล้วเห็นเป็นประจักษ์ ว่า เพียงความใส่ใจ ใส่เข้าไปใ้ห้ดินและน้ำเท่านั้น พืชอาหารอันหลากหลายก็เกิดขึ้นให้เราไว้บริโภคกันได้
![]() |
| ใบเตย ผักหวาน กระเพราะ ชะพลูในกระถาง |
ทำอะไรที่มันง่าย ๆ เอาแต่พอตัวพอกำลังของตน สอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน และเป็นไปได้เสียก่อนเป็นเบื้องต้น
อย่าไปหวังผลผลิตว่าจะออกมาเป็นบิ๊กล็อต แต่ไปเรื่อย ๆ ดั่งน้ำซึมบ่อทราย
อยากกินอะไร ใคร่ครวญว่าเป็นไปได้ ก็ปลูกอย่างนั้น
พิจารณาสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่พอจะใช้ในการปลูกได้บ้างก่อนลงทุนซื้อ ๆ ๆ
มองหาที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่าง ให้มีที่ว่าง แต่หากหาที่ว่างไม่ได้จริง ๆ ก็ปลูกมันในภาชนะอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ที่เปลือง
ดูทางแดดทางลม ดูชนิดต้นไม้ที่จะปลูกไว้บ้าง เพราะมันขึ้นอยู่กับดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ เช่นดอกทานตะวันทำไมหันรับแสงอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ
ข้อพินิจต่อไปคือ เกษตรเมืองที่หมายถึงเกษตรกรรมที่ทำแต่ในเมืองนั้น ทำแล้วได้อะไร เมื่อได้ลงมือทำก็จะพบว่า เมื่อเราใฝ่ใจ ก็จะได้ความสุขใจ ได้พืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทาน ได้รู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สามารถดำเินินชีวิตได้ด้วยการเพาะปลูก
ตั้งหลักให้ดี มองกระบวนการด้วยความพึงพอใจทั้งมรรคและผล เพื่อสิ่งที่เขาบอกว่า ปลูกพืชผลแล้วไม่มีกำไร จะไม่มีวันย่างกรายมาใกล้เราอย่างแน่นอน
ู
รถขสมก.ขยายพื้นที่บริการครอบคลุม ๑๑ จาก ๑๓ ชุมชนแล้ว
![]() |
| เส้นทางจากแหลมยาง ไปในยาง โพธิ์ทองมุ่งสู่สนามกีฬาฯ รอบเย็น |
![]() |
| สายหนองควายเขาหัก พลงช้างเผือก หนองกระโดงขากลับจากสนามกีฬาฯ |
![]() |
| ขสมก.คันเดิมแต่ขยายพื้นที่บริการอีกสามชุมชน |
![]() |
| เด็ก ๆ และผู้ใหญ่สบายใจ ไปสนามกีฬาฯ |
จึงยังคงเหลือพื้นที่ที่บริการรถขสมก.ยังไปไม่ถึงคือ ชุมชนดอนมะกอก และหนองแหวน(บางส่วน) เนื่องจากเป็นชุมชนที่ต้องเดินทางด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ (ถนนสุขุมวิท) และถนนบ้านบึง แกลง ซึ่งรถยนต์ทางไกลค่อนข้างทำความเร็วสูง และชุมชนอาจมีจำนวนประชากรไม่มากนัก แต่กระนั้นก็ดี ในอนาคตก็อาจนำมาพิจารณาขยายบริการรถขสมก.ได้ต่อไป
สิ่งที่ต้องกำหนดไว้ในใจคือ ทำอย่างไรจึงจะจัดสวัสดิการสู่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับความตระหนักถึงการสร้างวินัยในการใช้รถร่วมบริการอย่างรถขสมก. (ขนส่งเมืองแกลง) นี้ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สภาพภูมิอากาศในเมืองแกลง แทนการมุ่งใช้แต่ยานยนต์ส่วนต้ัว
09 ธันวาคม 2553
ขยายเขตปลอดถังขยะที่อีกถนนสองสายหลัก (โพธิ์ทองและแหลมยาง)
![]() |
| ถนนโพธิ์ทองและถนนแหลมยางที่ปลอดถังขยะ |
![]() |
| บริเวณกองขยะที่หมักหมมเดิมได้รับการปรับปรุงและยกเลิกถังขยะแล้ว |
เขตปลอดถึงขยะทั้งสองโซนนี้ ได้เริ่มเก็บถังขยะขึ้นมาแต่วันที่ ๔ หลังจากได้ตัดหญ้าข้่างทางและเก็บขยะตกค้่างเรียบร้อยแล้ว คาดว่าปัญหาถังขยะมอมแมม และจุดตั้งถังขยะมีขยะตกค้่างตลอดเวลาคงจะหมดไป ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น และรอการประเมิน
| ภูมิทัศน์หัวถนนแหลมยางหลังจากยกเลิกถังขยะแล้ว |
ถามว่า...เทศบาลกับชาวบ้านร่วมกันทำเขตปลอดถังขยะแล้วได้อะไร...
| ภูมิืทัศน์สองฝั่งทางก่อนถึงแยกเข้าสวนสุขภาพ |
06 ธันวาคม 2553
ข้าวจากนา ณ เมืองแกลง
เรื่องข้าว ๆ นี่ เอาเข้าจริง ดูจะยังไม่ควรจบเพียงแค่การส่งเสริมชาวเมืองแกลงให้กลับมาปลูกเพียงแค่นั้นเสียแล้ว...
เพราะว่าที่จริง ยังมีเรื่องให้ต้องคิดต่อและทำต่อสำหรับเรื่องข้าว อาหารหลักที่เราต้องทานวันละสามเวลากันไปตลอดชีวิต อย่างน้อยข้อที่ควรคิดสงสัยนั่นคือข้าวที่เราทานอยู่นั้น
มาจากโรงสีไหน
มาจากดินและน้ำจังหวัดไหนกัน
เขาปลูกกันแบบไหน
เป็นข้าวพันธุ์อะไร ไหนล่ะ..ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นของเรา
ข้าวที่ปลูกในบ้านเรา ส่งไปสีไปขายกันที่ไหน
ความที่เป็นข้าวกล้อง และข้าวสารต่างกันตรงไหน ฯ
ควบคู่ไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ประเด็นข่าวเรื่องข้าวจากอดีตถึงปัจจุบันที่เคยได้ยินและควรใส่ใจ อาทิ คณะกรรมการข้าว การแทรกแซงราคาข้าว การรับจำนำข้าวเปลือก การลงทุนกิจการปลูกข้าวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การเปลี่ยนที่นาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งหรือรีสอร์ทในบางพื้นที่ ประเทศตะวันออกกลางเข้ามาหาพื้นที่ทำนาในบ้านเรา เวียดนามปลูกข้าวส่งออกแย่งกันเป็นอันดับ ๑ กับไทย ฯ
เมื่อย้อนกลับมาที่เมืองแกลง แต่เดิมมา เคยปรากฏในเอกสารของทางอำเภอแกลงว่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของเมืองแกลงชนิดหนึ่ง คือ ข้าว ซึ่งมีปลูกกันทั่วไปในย่านตำบลทางเกวียน ตำบลบ้านนา ตำบลทุ่งควายกิน ทุ่งเนินทราย เนินฆ้อ ชากกะโดน บ้านนาซา บ้านคลองปูน พังราด ช้างข้าม พื้นที่ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนมีมือคลองไหลทอดตัวอยู่ทั่วไป ทำให้ระบบน้ำสำหรับปลูกข้าวเป็นไปด้วยดี
แต่เมื่อธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเริ่มมีบทบาทและมีผลกำไรงาม ชาวนาก็หันไปปรับพื้นที่หรือขายที่เพื่อเลี้ยงกุ้ง อาชีพทำนาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งบางพื้นที่ก็ปล่อยให้ที่นาเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามาหลายสิบปี โรงสีข้าวก็พลอยซบเซาปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก คงเหลือแต่โรงสีขนาดย่อมที่ชาวนาเอาข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารเก็บไว้พอกินเป็นเดือน ๆ ไป
แล้วข้าวที่เรากินอยู่นั้น ขนมาจากไหน...
เส้นทางการขนส่งข้าวมาบ้านเรา มาจากทั้งทางระยอง และแปดริ้ว รวมถึงหลายจังหวัดในภาคอีสาน ก็ด้วยความที่เขามีโรงสีขนาดใหญ่ และรับซื้อข้าวเปลือกไปทั่ว ไม่เฉพาะเอาแต่ข้าวเปลือกที่ปลูกจากดินในพื้นที่ของตนเท่านั้น นี่คือการดำเนินงานที่เอาธุรกิจและผลกำไรเป็นตัวนำ
ย้อนกลับมาที่เมืองแกลงอีกครั้ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเข้าฤดูเกี่ยวข้าวปีนี้แล้ว ก็ได้ตัดสินใจที่จะค้าข้าวด้วยอีกทางหนึ่ง โดยมีเป้าหมายคือ ความต้องการที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวในพื้นที่กันให้มากขึ้น แต่หากยังคงใช้วิธีเดิมคือ ตั้งโครงการแล้วหาหนทางสนับสนุนเมล็ดข้าวหรือปุ๋ย ก็จะทำได้จำกัดแต่ในวงเขตพื้นที่ ไปไม่ได้ไกลและเหมือนจะใช้งบประมาณไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงหันมาใช้วิธีไปซื้อข้าวกล้องจากโรงสีในพื้นที่อยู่สองโรง ที่วังหินโรงหนึ่ง และที่เนินยางอีกโรงหนึ่ง รวมถึงไปซื้อข้าวเปลือกตรงจากชาวนาด้วย เพื่อต้องการให้เป็นข่าว ให้ได้รู้ว่าวันนี้เทศบาลสนับสนุนให้ข้าวมีทางไป มีทางระบาย และในอีกทางหนึ่ง ทุนที่ใช้ในการดำิเนินงาน ทั้งสำหรับการหมุนเวียนซื้อขาย การซื้อข้าวเปลือกมาสต็อกไว้ ก็ใช้วิธีระดมทุน ตั้งเป็นหุ้นข้าว หุ้นละหนึ่งร้อยบาท สมาชิกสามารถซื้อได้ไม่เกินคนละสิบหุ้น ซึ่งเปิดรับสมัครจากประชาชนทั่วไปตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชนรู้จักเรื่องของการออม การรู้จักดำเนินธุรกิจแบบกลุ่ม การมีรายได้จากเงินปันผล โดยมาถึงขณะนี้มีสมาชิกร่วมหนึ่งร้อยราย และยังคงเปิดรับสมัครอยู่
ทั้งนี้ ข้าวกล้องหรือข้าวสารตรา "ข้าวแกลง" ที่ผลิตออกจำหน่าย มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นข้าวที่ปลูกจากดินและน้ำในเมืองแกลงเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการเดินทางขนส่งอาหารจากเมืองอื่นอันจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง
ข้าวตรา "ข้าวแกลง" จึงเป็นอีกหนึ่งน้ำพักน้ำแรงทั้งจากชาวนาและชาวเราธรรมดา ๆ ในพื้นที่ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยกันทำมาค้าขาย สร้า่งเสริมรายได้ของผู้คนในพื้นที่ ที่สามารถพูดได้ชัด ๆ ว่า หากต้องการมีดินน้ำและสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนต้องมีหนทางที่จะสร้า่งรายได้ให้เกิดขึ้นได้ด้วย จึงจะเกิดความยั่งยืน
เพราะว่าที่จริง ยังมีเรื่องให้ต้องคิดต่อและทำต่อสำหรับเรื่องข้าว อาหารหลักที่เราต้องทานวันละสามเวลากันไปตลอดชีวิต อย่างน้อยข้อที่ควรคิดสงสัยนั่นคือข้าวที่เราทานอยู่นั้น
มาจากโรงสีไหน
มาจากดินและน้ำจังหวัดไหนกัน
เขาปลูกกันแบบไหน
เป็นข้าวพันธุ์อะไร ไหนล่ะ..ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นของเรา
ข้าวที่ปลูกในบ้านเรา ส่งไปสีไปขายกันที่ไหน
ความที่เป็นข้าวกล้อง และข้าวสารต่างกันตรงไหน ฯ
ควบคู่ไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ประเด็นข่าวเรื่องข้าวจากอดีตถึงปัจจุบันที่เคยได้ยินและควรใส่ใจ อาทิ คณะกรรมการข้าว การแทรกแซงราคาข้าว การรับจำนำข้าวเปลือก การลงทุนกิจการปลูกข้าวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การเปลี่ยนที่นาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งหรือรีสอร์ทในบางพื้นที่ ประเทศตะวันออกกลางเข้ามาหาพื้นที่ทำนาในบ้านเรา เวียดนามปลูกข้าวส่งออกแย่งกันเป็นอันดับ ๑ กับไทย ฯ
เมื่อย้อนกลับมาที่เมืองแกลง แต่เดิมมา เคยปรากฏในเอกสารของทางอำเภอแกลงว่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของเมืองแกลงชนิดหนึ่ง คือ ข้าว ซึ่งมีปลูกกันทั่วไปในย่านตำบลทางเกวียน ตำบลบ้านนา ตำบลทุ่งควายกิน ทุ่งเนินทราย เนินฆ้อ ชากกะโดน บ้านนาซา บ้านคลองปูน พังราด ช้างข้าม พื้นที่ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนมีมือคลองไหลทอดตัวอยู่ทั่วไป ทำให้ระบบน้ำสำหรับปลูกข้าวเป็นไปด้วยดี
แต่เมื่อธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเริ่มมีบทบาทและมีผลกำไรงาม ชาวนาก็หันไปปรับพื้นที่หรือขายที่เพื่อเลี้ยงกุ้ง อาชีพทำนาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งบางพื้นที่ก็ปล่อยให้ที่นาเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามาหลายสิบปี โรงสีข้าวก็พลอยซบเซาปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก คงเหลือแต่โรงสีขนาดย่อมที่ชาวนาเอาข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารเก็บไว้พอกินเป็นเดือน ๆ ไป
แล้วข้าวที่เรากินอยู่นั้น ขนมาจากไหน...
เส้นทางการขนส่งข้าวมาบ้านเรา มาจากทั้งทางระยอง และแปดริ้ว รวมถึงหลายจังหวัดในภาคอีสาน ก็ด้วยความที่เขามีโรงสีขนาดใหญ่ และรับซื้อข้าวเปลือกไปทั่ว ไม่เฉพาะเอาแต่ข้าวเปลือกที่ปลูกจากดินในพื้นที่ของตนเท่านั้น นี่คือการดำเนินงานที่เอาธุรกิจและผลกำไรเป็นตัวนำ
ย้อนกลับมาที่เมืองแกลงอีกครั้ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเข้าฤดูเกี่ยวข้าวปีนี้แล้ว ก็ได้ตัดสินใจที่จะค้าข้าวด้วยอีกทางหนึ่ง โดยมีเป้าหมายคือ ความต้องการที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวในพื้นที่กันให้มากขึ้น แต่หากยังคงใช้วิธีเดิมคือ ตั้งโครงการแล้วหาหนทางสนับสนุนเมล็ดข้าวหรือปุ๋ย ก็จะทำได้จำกัดแต่ในวงเขตพื้นที่ ไปไม่ได้ไกลและเหมือนจะใช้งบประมาณไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงหันมาใช้วิธีไปซื้อข้าวกล้องจากโรงสีในพื้นที่อยู่สองโรง ที่วังหินโรงหนึ่ง และที่เนินยางอีกโรงหนึ่ง รวมถึงไปซื้อข้าวเปลือกตรงจากชาวนาด้วย เพื่อต้องการให้เป็นข่าว ให้ได้รู้ว่าวันนี้เทศบาลสนับสนุนให้ข้าวมีทางไป มีทางระบาย และในอีกทางหนึ่ง ทุนที่ใช้ในการดำิเนินงาน ทั้งสำหรับการหมุนเวียนซื้อขาย การซื้อข้าวเปลือกมาสต็อกไว้ ก็ใช้วิธีระดมทุน ตั้งเป็นหุ้นข้าว หุ้นละหนึ่งร้อยบาท สมาชิกสามารถซื้อได้ไม่เกินคนละสิบหุ้น ซึ่งเปิดรับสมัครจากประชาชนทั่วไปตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชนรู้จักเรื่องของการออม การรู้จักดำเนินธุรกิจแบบกลุ่ม การมีรายได้จากเงินปันผล โดยมาถึงขณะนี้มีสมาชิกร่วมหนึ่งร้อยราย และยังคงเปิดรับสมัครอยู่
ทั้งนี้ ข้าวกล้องหรือข้าวสารตรา "ข้าวแกลง" ที่ผลิตออกจำหน่าย มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นข้าวที่ปลูกจากดินและน้ำในเมืองแกลงเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการเดินทางขนส่งอาหารจากเมืองอื่นอันจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง
ข้าวตรา "ข้าวแกลง" จึงเป็นอีกหนึ่งน้ำพักน้ำแรงทั้งจากชาวนาและชาวเราธรรมดา ๆ ในพื้นที่ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยกันทำมาค้าขาย สร้า่งเสริมรายได้ของผู้คนในพื้นที่ ที่สามารถพูดได้ชัด ๆ ว่า หากต้องการมีดินน้ำและสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนต้องมีหนทางที่จะสร้า่งรายได้ให้เกิดขึ้นได้ด้วย จึงจะเกิดความยั่งยืน
20 กันยายน 2553
เล่าเรื่องรถขสมก. (ขนส่งเมืองแกลง)
ในโอกาสที่รถขนส่งเมืองแกลง หรือ ขสมก. หรือที่ชาวบ้านเรียกกันสั้น ๆ ติดปากว่า "รถราง" อีกจำนวน ๒ คันจะมาถึงภายในสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๓ นี้ หลังจากที่ ๒ คันแรกได้เปิดวิ่งบริการมาตั้งแต่ราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๒ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน และจาการที่เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ต้องใช้ไปกับการคัดเลือกรูปภาพจำนวนมากมายอยู่เกือบสองสัปดาห์ รวมถึงเมื่อได้คัดเลือกรูปเพื่อจะเอาไปประดับรถรางแล้ว จะต้องนำมาปรุงให้สวยงาม และลงตัวเหมาะสมจนแล้วเสร็จ และรู้สึกเหมือนได้ผ่านงานหนัก ๆ มาอีกชิ้นหนึ่ง จึงคิดว่าควรจะได้บันทึกที่มาและเรื่องราวไว้เป็นเชื้อสืบต่อไป
แต่เดิมเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๔๖ ได้มีโอกาสไปที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาโดยมีสถาบันคีนันแห่งเอเชียให้การสนับสนุน คนที่เคยไปย่อมรู้ว่า ที่นั่นเขามีสิ่งอันควรจดจำอยู่อย่างน้อยก็สองอย่างคือ สะพานโกลเด้น เกท และรถรางประจำเมือง ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองนี้ โดยเฉพาะอย่างหลัง เป็นอะไรที่ผู้คนส่วนใหญ่ของซานฟรานซิสโกได้ใช้ในการเดินทางเป็นกิจวัตร และบริการสำหรับนักท่องเที่ยว
ครั้นเมื่อภายหลังได้เข้าร่วมมาตรการรณรงค์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเชื่อมโยงไปยังสถาบัน ICLEI (www.iclei.org) แล้ว มาตรการหนึ่งคือการจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ในการเดินทาง และนี้เองที่เป็นเหตุผลของการกำเนิดรถราง ขสมก.ขึ้นเพื่อลดการใช้ยานยนต์ส่วนตัว และเพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับประชาชนชาวเมืองแกลง
อย่างไรก็ดี เมื่อแรกที่จะมีรถรางประจำเมืองแกลงนั้น ก็ยังมิวายอดคิดถึงอัตลักษณ์ความงดงามของรถรางไฟฟ้าที่ซานฟรานซิสโกไปเสียไม่ได้ แต่ที่นั่นเขาพัฒนามานานมากแล้ว จึงเห็นการตกแต่งรูปทรงของรถอย่างมีเอกลักษณ์ ที่สุดแล้ว รถขสมก.สองคันแรกของเมืองแกลงที่ตัวถังทำจากเหล็ก และไม่อาจจะใช้วัสดุอื่นใดในภาวะขณะนั้นได้ จึงถูกกำหนดให้แสดงภาพการเดินทางของชาวเมืองแกลงในอดีตไว้กับตัวถังของรถ ทั้งการเดินทางโดยสัตว์พาหนะอย่างม้า เรือ รถโดยสารประจำทาง และแสดงภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองแกลงในอดีต สำหรับโอกาสครบ ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน
รถขสมก.สองคันแรกได้ออกวิ่งให้บริการโดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งได้กำหนดต้นทางปลายทางเพื่อที่จะพาคนจากบ้านเรือนไปที่สนามกีฬาและสวนสาธารณะ และเพื่อรับส่งนักเรียนไปกลับโรงเรียน รวมถึงในโอกาสสำคัญ ๆ อาทิ งานเทศกาลต่าง ๆ หรือให้บริการผู้มาทัศนะศึกษาดูงานในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้วิ่งเฉพาะพื้นที่ด้านทิศใต้ของถนนสุขุมวิท เนื่องจากรถขสมก.ยังมีเพียง ๒ คัน อยู่ในระยะเริ่มต้น ไม่ควรเสี่ยงข้ามถนนสุขุมวิทโดยไม่จำเป็น และด้วยความลงตัวในเรื่องของตารางเวลาในการเดินรถ
และก่อนที่จะมีคันที่ ๓ และ ๔ นั้น ได้มีการวางเส้นทางเดินรถสำหรับพื้นที่ด้านทิศเหนือถนนสุขุมวิท และมีการนำรถสองคันแรกไปทดลองวิ่ง ทำให้ต้องมีการปรับลดขนาดความยาวของรถลงเล็กน้อยเพื่อสามารถลดความกว้างของวงเลี้ยวให้สะดวกยิ่งขึ้น
ในท้ัศนะส่วนตัว ยังคงให้น้ำหนักความยากของเรื่องนี้ตรงที่ว่า เราจะออกแบบภาพด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างตัวถังรถให้งดงามได้อย่างไร เพื่อให้เป็นอัตลักษณ์หนึ่งสำหรับรถรางของเมืองแกลง เพื่อให้รู้จักความเป็นเมืองแกลงมากยิ่งขึ้น และเพื่อบอกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในพ.ศ.๒๕๕๓ นี้ได้อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะถูกเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะถูกถ่ายเป็นภาพและจะอยู่กับเมืองแกลงไปอีกนาน
แน่ล่ะ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่ สร้างขยายขนาดจากแบบจำลองขนาดความสูง ๔๐ เซ็นติเมตรของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีขึ้น ณ สนามกีฬาและสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พระพรรษาในวันที่ ๑๓ มีนาคม ภาพพิธีการในวันดังกล่าว
และภาพของสุนทรภู่ในวัยหนุ่มที่แตกต่างจากสุนทรภู่ทีอนุสาวรีย์ตำบลกร่ำ เพื่อจะบอกว่าสุนทรภู่มาเยือนเมืองแกลงขณะมีอายุได้เพียง ๒๐ ปีได้ถูกปรุงและนำไปติดไว้ที่รถราง ขสมก. คันที่ ๓
ส่วนด้านข้างด้านหนึ่ง เป็นภาพการแสดงบนเวทีในงานบุญกลางบ้านปีนี้ ซึ่งได้เลือกเฟ้นภาพของนักแสดงที่กำลังสร้างความสุขแก่ผู้ชมผ่านทางสีหน้า ท่วงท่าอันระคนความสุขไว้ด้วยเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง เป็นกลุ่มภาพที่แสดงสีสันบรรยากาศงานบุญกลางบ้านใน ๓ พื้นที่ด้วยกัน คือที่ถนนสุนทรโวหาร ที่ซอยศรีประชุมชล (ซอยศาลาต้นโพธิ์) และในแพนั่งชมการแสดงกลางน้ำ (Floating stage) ที่กองช่างทำไว้ทุกปี ภาพความเคลื่อนไหวเหล่านี้เปรียบปานไปก็เหมือนเป็นอวัยวะสำคัญของนายบุญกลางบ้านที่มีอายุล่วงเลยมาแล้วถึง ๖ ปี
เมื่อกล่าวถึงรถราง ขสมก. คันที่ ๔ ภาพขบวนเรือที่แห่จากด้านทิศใต้ของเมืองขึ้นไปจากศาลาต้นโพธิ์พร้อมต้นผ้าป่าบนหัวเรือเพื่อไปร่วมพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ปีนี้ ณ สนามกีฬาฯ เทศบาลซึ่งอยู่ในย่าน "บ้านดอนเค็ด" ซึ่งสุนทรภู่เคยมาเยือนเมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๙ เป็นภาพขณะผ่านบริเวณโรงเืลื่อยเก่าที่อยู่ตรงข้ามกับตรอกขี้หมู และไปไกล ๆ เห็นสะพาน ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน แสงเงา องค์ประกอบของภาพนี้งดงามชนิดที่ไม่ต้องตัดสินใจเพราะมีตัวเลือกอื่นใด ๆ เลย สรุปได้ง่ายมากว่าต้องเป็นภาพนี้
ส่วนด้านหลัง เป็นภาพต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ อายุมากปลายตรอกขี้หมูที่ผู้คนไม่สู้จะผ่านตาเหมือนต้นโพธิ์ที่ศาลาต้นโพธิ์ มีการนำภาพสะพาน ๑๐๐ ปีฯ มาปรุงไว้ และภาพหมู่ของเด็ก ๆ ที่ช่วยกันให้กำลังใจ ลุ้นเอาใจช่วยเพื่อน ๆ ให้เหยียบหลัง เหยียบไหล่ ไต่เสาไม้ไผ่ขึ้นไปดึงแบ็งค์ที่ผูกไว้ที่ปลายยอด มีความงดงามตามธรรมชาติของเด็ก และแสดงถึงสภาพน้ำในแม่น้ำประแสที่หลายปีมานี้ สามารถจะโดดลงไปเล่นได้
ภาพด้านข้างรถคันที่ ๔ นี้ เป็นการตอบโจทย์ว่า หากเรานึกถึงเมืองแกลง อะไรที่เราเคยเห็นกันบ่อย ๆ สำหรับผู้คนในหลาย ๆ รุ่นวัย นั่นก็คือ อาคารโรงพักเก่าที่กำหนดให้ก่อสร้างใหม่ตามขนาดรูปทรงเดิมเพื่อจะมาเป็นหอประวัติเมืองกลง และสะพาน ๑๐๐ ปี บ้านตลาดสามย่านที่เราใช้ข้ามคลองประแสกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาแต่อดีต โดยภาพด้านข้างนี้ ได้นำเอาภาพทั้งสองบริเวณในอดีตปี พ.ศ.๒๔๖๖ มาผสมให้ได้เปรียบเทียบและบอกเล่าถึงความคุ้นเคยมาเนิ่นนานของสถานทั้ง ๒ แห่งนี้ โดยมีภาพเทวดาและนางฟ้า พร้อมขบวนกลองยาวแสดงถึงความรุ่งเรืองปิติมาเพิ่มสีสัน
ภาพอีกด้านหนึ่งที่เหลือ คือภาพที่แสดงถึงกลุ่มบ้านเรือนในพื้นที่ที่เคยรุ่งเรืองมาแต่อดีต คือบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแกลงหลังเก่า ตั้งแต่ปากตรอกขี้หมู ไปจนถึงทางลงไปสะพาน ๑๐๐ ปีฯ บ้านด้านซ้ายเป็นภาพบ้านเก่าที่ยืนยาวมาจนปัจจุบัน ส่วนภาพเก่าโทนสีหม่นนั้น ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปมากพอสมควร แต่ก็ยังพอเหลือบ้านเก่าให้เห็นเป็นเค้าให้พอได้ชื่นใจอยู่บ้าง และเพื่อเป็นจุดสนใจ จึงได้ดึงเอาภาพนางรำที่ยิ้มแย้มและมีการแสดงออกถึงท่าทางการร่ายรำที่สมส่วน โดยเฉพาะนางรำด้านซ้าย พร้อมตัวโขนมาเป็นองค์ประกอบ
การเลือกภาพจากฐานข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้เป็นพัน ๆ ภาพจึงปรากฏออกมาที่ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ด้วยความทุกข์ใจเรื่องเวลาที่จำกัด ด้วยความยากในการเลือกสรร การค้นหาแก่นของเรื่องเพื่อประมวลให้เป็นภาพเดียว และการลงมือปรุงภาพให้งามของผู้ทำ ให้สมกับความพยายามของผู้ถ่าย เมื่อเสร็จแล้วก็โล่งใจ เพราะรถขสมก.นี้เป็นสมบัติของชาวเมืองแกลงทั้งเมืองที่จะใช้ร่วมกันไปอีกนาน หากคิดใช้ประโยชน์เพียงแค่สำหรับเดินทางไปมา ก็คงได้ประโยชน์เพียงส่วนเดียว
คุณค่าของขสมก.นี้จึงควรแสดงถึงอัตลักษณ์ของเมืองเพื่อให้รถขสมก.นี้ได้วิ่งตีกระดิ่ง แก๊งค์ ๆ แก๊งค์ ๆ ให้ผู้คนได้รู้สึกรัก ผูกพันและภาคภูมิใจในการอยู่เมืองแกลงอยู่ทุก ๆ วัน
แต่เดิมเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๔๖ ได้มีโอกาสไปที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาโดยมีสถาบันคีนันแห่งเอเชียให้การสนับสนุน คนที่เคยไปย่อมรู้ว่า ที่นั่นเขามีสิ่งอันควรจดจำอยู่อย่างน้อยก็สองอย่างคือ สะพานโกลเด้น เกท และรถรางประจำเมือง ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองนี้ โดยเฉพาะอย่างหลัง เป็นอะไรที่ผู้คนส่วนใหญ่ของซานฟรานซิสโกได้ใช้ในการเดินทางเป็นกิจวัตร และบริการสำหรับนักท่องเที่ยว
ครั้นเมื่อภายหลังได้เข้าร่วมมาตรการรณรงค์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเชื่อมโยงไปยังสถาบัน ICLEI (www.iclei.org) แล้ว มาตรการหนึ่งคือการจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ในการเดินทาง และนี้เองที่เป็นเหตุผลของการกำเนิดรถราง ขสมก.ขึ้นเพื่อลดการใช้ยานยนต์ส่วนตัว และเพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับประชาชนชาวเมืองแกลง
อย่างไรก็ดี เมื่อแรกที่จะมีรถรางประจำเมืองแกลงนั้น ก็ยังมิวายอดคิดถึงอัตลักษณ์ความงดงามของรถรางไฟฟ้าที่ซานฟรานซิสโกไปเสียไม่ได้ แต่ที่นั่นเขาพัฒนามานานมากแล้ว จึงเห็นการตกแต่งรูปทรงของรถอย่างมีเอกลักษณ์ ที่สุดแล้ว รถขสมก.สองคันแรกของเมืองแกลงที่ตัวถังทำจากเหล็ก และไม่อาจจะใช้วัสดุอื่นใดในภาวะขณะนั้นได้ จึงถูกกำหนดให้แสดงภาพการเดินทางของชาวเมืองแกลงในอดีตไว้กับตัวถังของรถ ทั้งการเดินทางโดยสัตว์พาหนะอย่างม้า เรือ รถโดยสารประจำทาง และแสดงภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองแกลงในอดีต สำหรับโอกาสครบ ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน
รถขสมก.สองคันแรกได้ออกวิ่งให้บริการโดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งได้กำหนดต้นทางปลายทางเพื่อที่จะพาคนจากบ้านเรือนไปที่สนามกีฬาและสวนสาธารณะ และเพื่อรับส่งนักเรียนไปกลับโรงเรียน รวมถึงในโอกาสสำคัญ ๆ อาทิ งานเทศกาลต่าง ๆ หรือให้บริการผู้มาทัศนะศึกษาดูงานในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้วิ่งเฉพาะพื้นที่ด้านทิศใต้ของถนนสุขุมวิท เนื่องจากรถขสมก.ยังมีเพียง ๒ คัน อยู่ในระยะเริ่มต้น ไม่ควรเสี่ยงข้ามถนนสุขุมวิทโดยไม่จำเป็น และด้วยความลงตัวในเรื่องของตารางเวลาในการเดินรถ
และก่อนที่จะมีคันที่ ๓ และ ๔ นั้น ได้มีการวางเส้นทางเดินรถสำหรับพื้นที่ด้านทิศเหนือถนนสุขุมวิท และมีการนำรถสองคันแรกไปทดลองวิ่ง ทำให้ต้องมีการปรับลดขนาดความยาวของรถลงเล็กน้อยเพื่อสามารถลดความกว้างของวงเลี้ยวให้สะดวกยิ่งขึ้น
ในท้ัศนะส่วนตัว ยังคงให้น้ำหนักความยากของเรื่องนี้ตรงที่ว่า เราจะออกแบบภาพด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างตัวถังรถให้งดงามได้อย่างไร เพื่อให้เป็นอัตลักษณ์หนึ่งสำหรับรถรางของเมืองแกลง เพื่อให้รู้จักความเป็นเมืองแกลงมากยิ่งขึ้น และเพื่อบอกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในพ.ศ.๒๕๕๓ นี้ได้อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะถูกเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะถูกถ่ายเป็นภาพและจะอยู่กับเมืองแกลงไปอีกนาน
แน่ล่ะ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่ สร้างขยายขนาดจากแบบจำลองขนาดความสูง ๔๐ เซ็นติเมตรของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีขึ้น ณ สนามกีฬาและสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พระพรรษาในวันที่ ๑๓ มีนาคม ภาพพิธีการในวันดังกล่าว
และภาพของสุนทรภู่ในวัยหนุ่มที่แตกต่างจากสุนทรภู่ทีอนุสาวรีย์ตำบลกร่ำ เพื่อจะบอกว่าสุนทรภู่มาเยือนเมืองแกลงขณะมีอายุได้เพียง ๒๐ ปีได้ถูกปรุงและนำไปติดไว้ที่รถราง ขสมก. คันที่ ๓
ส่วนด้านข้างด้านหนึ่ง เป็นภาพการแสดงบนเวทีในงานบุญกลางบ้านปีนี้ ซึ่งได้เลือกเฟ้นภาพของนักแสดงที่กำลังสร้างความสุขแก่ผู้ชมผ่านทางสีหน้า ท่วงท่าอันระคนความสุขไว้ด้วยเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง เป็นกลุ่มภาพที่แสดงสีสันบรรยากาศงานบุญกลางบ้านใน ๓ พื้นที่ด้วยกัน คือที่ถนนสุนทรโวหาร ที่ซอยศรีประชุมชล (ซอยศาลาต้นโพธิ์) และในแพนั่งชมการแสดงกลางน้ำ (Floating stage) ที่กองช่างทำไว้ทุกปี ภาพความเคลื่อนไหวเหล่านี้เปรียบปานไปก็เหมือนเป็นอวัยวะสำคัญของนายบุญกลางบ้านที่มีอายุล่วงเลยมาแล้วถึง ๖ ปี
เมื่อกล่าวถึงรถราง ขสมก. คันที่ ๔ ภาพขบวนเรือที่แห่จากด้านทิศใต้ของเมืองขึ้นไปจากศาลาต้นโพธิ์พร้อมต้นผ้าป่าบนหัวเรือเพื่อไปร่วมพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ปีนี้ ณ สนามกีฬาฯ เทศบาลซึ่งอยู่ในย่าน "บ้านดอนเค็ด" ซึ่งสุนทรภู่เคยมาเยือนเมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๙ เป็นภาพขณะผ่านบริเวณโรงเืลื่อยเก่าที่อยู่ตรงข้ามกับตรอกขี้หมู และไปไกล ๆ เห็นสะพาน ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน แสงเงา องค์ประกอบของภาพนี้งดงามชนิดที่ไม่ต้องตัดสินใจเพราะมีตัวเลือกอื่นใด ๆ เลย สรุปได้ง่ายมากว่าต้องเป็นภาพนี้
ส่วนด้านหลัง เป็นภาพต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ อายุมากปลายตรอกขี้หมูที่ผู้คนไม่สู้จะผ่านตาเหมือนต้นโพธิ์ที่ศาลาต้นโพธิ์ มีการนำภาพสะพาน ๑๐๐ ปีฯ มาปรุงไว้ และภาพหมู่ของเด็ก ๆ ที่ช่วยกันให้กำลังใจ ลุ้นเอาใจช่วยเพื่อน ๆ ให้เหยียบหลัง เหยียบไหล่ ไต่เสาไม้ไผ่ขึ้นไปดึงแบ็งค์ที่ผูกไว้ที่ปลายยอด มีความงดงามตามธรรมชาติของเด็ก และแสดงถึงสภาพน้ำในแม่น้ำประแสที่หลายปีมานี้ สามารถจะโดดลงไปเล่นได้
ภาพด้านข้างรถคันที่ ๔ นี้ เป็นการตอบโจทย์ว่า หากเรานึกถึงเมืองแกลง อะไรที่เราเคยเห็นกันบ่อย ๆ สำหรับผู้คนในหลาย ๆ รุ่นวัย นั่นก็คือ อาคารโรงพักเก่าที่กำหนดให้ก่อสร้างใหม่ตามขนาดรูปทรงเดิมเพื่อจะมาเป็นหอประวัติเมืองกลง และสะพาน ๑๐๐ ปี บ้านตลาดสามย่านที่เราใช้ข้ามคลองประแสกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาแต่อดีต โดยภาพด้านข้างนี้ ได้นำเอาภาพทั้งสองบริเวณในอดีตปี พ.ศ.๒๔๖๖ มาผสมให้ได้เปรียบเทียบและบอกเล่าถึงความคุ้นเคยมาเนิ่นนานของสถานทั้ง ๒ แห่งนี้ โดยมีภาพเทวดาและนางฟ้า พร้อมขบวนกลองยาวแสดงถึงความรุ่งเรืองปิติมาเพิ่มสีสัน
ภาพอีกด้านหนึ่งที่เหลือ คือภาพที่แสดงถึงกลุ่มบ้านเรือนในพื้นที่ที่เคยรุ่งเรืองมาแต่อดีต คือบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแกลงหลังเก่า ตั้งแต่ปากตรอกขี้หมู ไปจนถึงทางลงไปสะพาน ๑๐๐ ปีฯ บ้านด้านซ้ายเป็นภาพบ้านเก่าที่ยืนยาวมาจนปัจจุบัน ส่วนภาพเก่าโทนสีหม่นนั้น ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปมากพอสมควร แต่ก็ยังพอเหลือบ้านเก่าให้เห็นเป็นเค้าให้พอได้ชื่นใจอยู่บ้าง และเพื่อเป็นจุดสนใจ จึงได้ดึงเอาภาพนางรำที่ยิ้มแย้มและมีการแสดงออกถึงท่าทางการร่ายรำที่สมส่วน โดยเฉพาะนางรำด้านซ้าย พร้อมตัวโขนมาเป็นองค์ประกอบ
การเลือกภาพจากฐานข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้เป็นพัน ๆ ภาพจึงปรากฏออกมาที่ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ด้วยความทุกข์ใจเรื่องเวลาที่จำกัด ด้วยความยากในการเลือกสรร การค้นหาแก่นของเรื่องเพื่อประมวลให้เป็นภาพเดียว และการลงมือปรุงภาพให้งามของผู้ทำ ให้สมกับความพยายามของผู้ถ่าย เมื่อเสร็จแล้วก็โล่งใจ เพราะรถขสมก.นี้เป็นสมบัติของชาวเมืองแกลงทั้งเมืองที่จะใช้ร่วมกันไปอีกนาน หากคิดใช้ประโยชน์เพียงแค่สำหรับเดินทางไปมา ก็คงได้ประโยชน์เพียงส่วนเดียว
คุณค่าของขสมก.นี้จึงควรแสดงถึงอัตลักษณ์ของเมืองเพื่อให้รถขสมก.นี้ได้วิ่งตีกระดิ่ง แก๊งค์ ๆ แก๊งค์ ๆ ให้ผู้คนได้รู้สึกรัก ผูกพันและภาคภูมิใจในการอยู่เมืองแกลงอยู่ทุก ๆ วัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





























.jpg)
.jpg)
