เดือนที่ผ่านมา ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปสาละวนอยู่กับเรื่อง "เห็ด" ตั้งแต่การให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านผู้สนใจไปรับการอบรมการเพาะเห็ดเพื่อที่จะได้เรียนรู้พร้อม ๆ กันไป ได้ทำโรงเพาะเห็ด จากโครงไม้สนที่เหลือจากงานบุญกลางบ้าน และตับจาก จากริมคลองประแส ของยายปลูกบ้านดอนมะกอก ได้ซื้อก้อนเชื้อเห็ดสำเร็จรูปมาห้าร้อยก้อน ๆ ละเจ็ดบาท เพื่อทดลองศึกษาเพื่อให้รู้จากการลงมือ เห็ดที่เพาะเป็นเห็ดนางฟ้า มีออกมาไม่มากที่จะขาย แต่ก็พอได้เป็นข่าวว่าเทศบาลฯ ทำเห็ดขึ้นมาได้บ้าง
ล่าสุด ได้ทำระบบเตานึ่งฆ่าเชื้อในก้อนเห็ดและห้องนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป้าหมายคืออาศัยแก๊สชีวภาพจากที่ผลิตขึ้นเอง โดยให้มีขนาดของเตาและห้องนึ่งที่บ้านหรือครัวเรือนสักหลังหนึ่งจะสามารถทำได้ในแบบเดียวกันแล้วไปขยายเอาข้างหน้า ต่างจากระบบแก๊สชีวภาพที่เริ่มทำจากระบบใหญ่ก่อน เพราะใช้ในโรงฆ่าสัตว์ จึงยังมีการบ้านต่อไปว่าจะทำแก๊สชีวภาพใช้ในขนาดครัวเรือนต่อไปกันได้อย่างไร
ความคุ้มค่าของการเพาะเห็ดอยู่ระหว่างการเก็บสถิติรวบรวมข้อมูล และได้เรียนรู้ร่วมกันกับลุงเกิด คล้ายคลึงแห่งบ้านหนองควายเขาหัก ผู้มากสามารถเรื่องการเพาะเห็ดจากทลายปาล์มแยกผลแล้ว และจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา แต่เรื่องสำคัญของเทศบาลฯ คือ หากจะให้ได้คะแนนเต็มร้อย จะต้องสามารถนำเอาขี้เลื่อยไม้ยางพารามาคลุกกับวัสดุอื่นตามส่วนผสม แล้วสามารถผลิตเป็นก้อนเชื้อเห็ดเองได้ เช่นเดียวกับที่ไปซื้อก้อนเห็ดเขามาเพาะ เพื่อไปให้ถึงต้นทางต้นน้ำ จึงจะตอบโจทย์ได้อย่างถูำกต้องและสมบูรณ์
แล้ว "เพราะเหตุ" ใด ทำไมต้อง "เพาะเห็ด"....
เมืองแกลงมีโรงงานอบไม้และแปรรูปไม้ยางพาราไปเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์อยู่มากกว่าจังหวัดอื่นใดของประเทศ กระบวนการเลื่อยเพื่อแปรรูปไม้ยางตรงนี้ ทำให้เกิดขี้เลื่อยไม้ยางพาราอยู่มากมายและทุกวัน (เหมือนของเสียที่ไม่เสียของซึ่งเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน) เป็นวัตถุดิบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ นอกจากสามารถนำขี้เลื่อยเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมเช่น การทำปาร์ติเกิ้ลบอร์ด การทำธูป การทำยาจุดกันยุง หรือในงานฝีมือประดิษฐ์จากขี้เลื่อยแล้ว ได้เคยเห็นรถบรรทุกต่อพ่วงทะเบียนต่างจังหวัดมาจากภาคเหนือ ภาคอีสานมาโกยขี้เลื่อยกลับไปเป็นเที่ยวรถ ๆ อยู่เป็นประจำ เมื่อสอบถามดูจึงทราบว่า เขามาขนขี้เลื่อยกลับไปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงนำไปเพาะเห็ด แล้วก็ขนเห็ดกลับมาขายเราอีกที
โธ่...โถ...นี่แหละหนา ที่โบราณว่า "หญ้าปากคอก" "ใกล้เกลือกินด่าง" "เส้นผมบังภูเขา" นั้นนำมาเปรียบเปรยอุปมากับเรื่องขี้เลื่อยกับเห็ดนี้ได้เป็นอย่างดีแท้เชียว เพราะเรามีของดีอยู่ใกล้ ๆ มือแท้ ๆ ยังปล่อยให้คนอื่นเขาวิ่งรถมาเป็นร้อย ๆ กิโลนำกลับไปสร้างรายได้แบบง่าย ๆ กันได้
ถ้าคนเมืองแกลงบ้านเราเข้าใจและรู้จักใช้วัตถุดิบที่มีอยู่มหาศาลมาใช้เพื่อการผลิตอาหาร เพื่อเปลี่ยนสถานะจากต้องพึ่งพาอาหารจากพื้นที่อื่น มาเป็นผลิตอาหารเพื่อพึ่งพาตนเอง และให้พื้นที่อื่นต้องพึ่งพา เราก็จะมีความมั่นคงเรื่องความเป็นแหล่งอาหารของเมือง (Food stability) ลดการเดินทางของอาหาร (Food Transportation) การได้รับประทานอาหารสดสะอาด (Fresh Food , Food Safety) เรื่องรายได้ในชีวิตความเป็นอยู่ (Income from Waste) เรื่องสิ่งแวดล้อมที่นำของเสียอย่างขี้เลื่อยกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ในรูปใช้เป็นวัตถุดิบในการเพาะเห็ด (Benefit from City's Raw Material)
"เพราะเหตุ" นี้แหละนา...เราจึงต้องหันมา "เพาะเห็ด" กัน
25 กรกฎาคม 2553
05 กรกฎาคม 2553
เมืองแกลง...ทำไมต้องข้้าว?
ทำไม?........
คำถามเดียวว่า "ทำไม?" นี่แหละที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนที่ต่อไป
แต่ในที่นี้ ในฤดูฝนนี้ ขอถามว่า "ทำไมต้องทำนา?" หรือ "ทำไม เมืองแกลงต้องกลับไปทำนา?"
แต่ก่อนพอฝนมา ก็มักคิดถึงการทำนาเป็นเรื่องแรก และก็รู้ต่อไปว่า ฝนตกไปสักพัก พอข้าวเริ่มตั้งท้อง ก็จะถึงฤดูเข้าพรรษากันแล้ว เพื่อพระสงฆ์ท่านได้จำวัด ไม่ต้องออกมาเดินบิณฑบาตเหยียบต้นข้าวชาวบ้านให้เสียหาย
วันนี้...ที่แกลงบ้านเรา แม้จะหยุดทำนากันไปนานมาก และหยุดกันไปมาก แต่ก็ได้หันกลับมาทำนากันมากขึ้นอีกครั้ง โดยทุกคนต่างก็รู้ว่า การกลับมาทำนา จะไม่มีคำว่า "สายเกินไป"
"ทำไม?"
@ ก็เพราะคนต้องกินข้าวกันมาแต่เกิด วันละสามมื้อ
@ ไม่ทำนาแล้วต่อไปจะเอาข้าวที่ไหนกิน ต่อให้มีเงิน สักวันอาจไม่มีข้าวให้ซื้อก็ได้
@ กินข้าวกันมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่คิดจะลองไปปลูกข้าวกันบ้างหรือ ซื้อกินอย่างเดียว มันจะดูถูกความสามาถของตัวเราเองเกินไปสักหน่อยหรือเปล่า?
@ บ้านเราต้องปลูกข้าว เพราะภูมินามประจำถิ่นที่ปู่ยาตาทวดท่านตั้งไว้ ก็บอกลายแทงขุมทรัพย์ให้แล้วไงว่า "บ้านนา ทางเกวียน ทุ่งควายกิน หนองควายเขาหัก นาซา แป (ล) งลาด (พังราด) นายายอาม..." มันหมายถึงบริเวณพื้นที่เหล่านี้เหมาะที่จะทำนา หรือแม้แต่คำว่า "ทุ่ง" "พลง"(พื้นที่ที่มีน้ำขัง) "หนอง" ที่กระจายเรียกบริเวณต่าง ๆ อยู่ทั่วหย่อมย่าน ก็บอกสภาพของพื้นที่ได้ว่าเป็นแบบใด
แล้วเหตุใด จึงต้องเหนื่อยไปทำอะไรที่ฝืนและไม่สอดคล้องกับธรณีสัณฐานของเืมืองของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในบ้านเราด้วยเล่า?
@ ถ้าไม่ส่งเสริมให้กลับมาทำนากันใหม่ หากเปลี่ยนที่นาไปเป็นบ่อกุ้งกันเสียหมด จะเหลือเจ้าของที่อยู่สักกี่ราย
@ ที่นา...เฝ้าด้วย "หุ่นไล่กา" แต่นากุ้ง เฝ้าด้วย "ลูกปืน"
@ ทำนา ได้อะไรที่มากกว่า "เมล็ดข้าว" ทั้งความร่วมมือสาม้คคี (การลงแขก) การติดแรง การใช้แรง ประเพณีวัฒนธรรมการปลูกข้าว ฯ
@ เมืองที่จะอยู่อย่าง "เสถียร" ต้องจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นแหล่งเพา่ะปลูกข้าวเป็นของตนเองอยู่ในพื้นที่เมือง เพื่อพึ่งพาตนเองได้ หรือพึ่งพาอาหารจากที่อื่น ๆ เท่าที่ำจำเป็น
ดูสิ...พม่ามันอยากได้กรุงศรีอยุธยาเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะอยุธยาเป็นเมือง "อู่ข้าวอู่น้ำ"
เดี๋ยวนี้ พวกแขกอาหรับเศรษฐีบ่อน้ำมัน มันเข้ามากว้านซื้อที่นาเพื่อปลูกข้าวแล้วส่งกลับไป เพราะน้ำมันนั้น กินไม่ได้ ต่อให้รวยล้นฟ้า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีข้าวให้ซื้อได้ตลอดไป...เห็นไหม ๆ
@ ตัวการสามอันดับแรกที่เผาผลาญพลังงาน ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างปัญหาโลกร้อน คือ การผลิตกระแสไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรม แล้วเหตุใดต้องให้รถเผาผลาญนั้ำมันเชื้อเพลิงหรือแก๊สเพื่อบรรทุกข้าวมาแต่ไกล ๆ ทั้ง ๆ ที่ปลูกได้ในพื้นที่ ไม่ต้องขายแพง เพราะไม่มีค่าขนส่ง
@ หากที่นาไม่ถูกปล่อยร้่าง แต่มีรายได้เกิดขึ้นจากดิน... จากการทำนา การซื้อขายเปลี่ยนมือเจ้าของที่นาจะเกิดขึ้นน้อย การพัฒนาที่ดินหรือการใช้ประโยชน์ในที่ดินไปเป็นอย่างอื่นก็จะมีจำนวนไม่มากตามไปด้วย ที่นาจะคงความเป็นแหล่งอาหาร ไม่เปลี่ยนเป็น "เมือง" ที่จะมีปัญหาวุ่นวายยุ่งเหยิงตามมา
@ นอกจากข้าว ที่เมื่อปลูกจนเหลือกิน จะเก็บไว้ได้โดยไม่เน่าเสีย ไม่ต้องแช่แข็งเปลืองไฟเหมือนกุ้งแช่แข็งแล้ว ไม่มีสักส่วนเดียวของต้นข้าวที่ไม่สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงเป็นที่มาของ "ชาวบ้านกินข้าว เทศบาลกินแกลบ" เพื่อนำแกลบไปซ้บแห้งดินและเป็นส่วนผสมของปุ๋ยเพื่อไปบำรุงดินให้เป็นที่ผลิตอาหารเลี้ยงเราได้ต่อไป
@ เมืองศิวิไลซ์ เมืองที่พัฒนา เมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง...คืออะไร
...คือเมืองที่มีตึกรามมากมาย มีรถราวุ่นวาย ต้องใช้เงินเพื่อการยังชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?
...คือเมืองที่ต้องไล่ที่นา ไล่วัวไล่ควายออกไปอยู่ไกล ๆ เพื่อให้ดูดี เอาแค่นั้นหรือ?
...คือเมืองที่คนฐานใหญ่ผู้มีรายได้น้อยจะต้องอยู่ใช้แรงแลกค่าจ้างอย่างลำบากเช่นนั้นหรือ?
...คือเมืองที่คนผู้ไม่มีตังค์ในกระเป๋า ต้องหมดสิทธิ์อยู่ หรือจะเจริญรุ่งเรืองโดยสร้างเมืองให้ผู้คนสามารถจะ "ลงแปลงมีผัก ลงคลองมีปลา ลงนามีข้าว"
"เมืองน่าอยู่" ต่อแต่นี้ จะไม่คงไว้แค่ "เมืองอยู่ดี..." แต่เท่านั้น อีกต่อไป หากแต่จะต้องเป็น "เมืองอยู่ดี กินดี ผู้คนมีสุข สิ่งแวดล้อมยั่งยืน"
@ เมืองศิวิไลซ์ เมืองที่พัฒนา เมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง...คืออะไร
...คือเมืองที่มีตึกรามมากมาย มีรถราวุ่นวาย ต้องใช้เงินเพื่อการยังชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?
...คือเมืองที่ต้องไล่ที่นา ไล่วัวไล่ควายออกไปอยู่ไกล ๆ เพื่อให้ดูดี เอาแค่นั้นหรือ?
...คือเมืองที่คนฐานใหญ่ผู้มีรายได้น้อยจะต้องอยู่ใช้แรงแลกค่าจ้างอย่างลำบากเช่นนั้นหรือ?
...คือเมืองที่คนผู้ไม่มีตังค์ในกระเป๋า ต้องหมดสิทธิ์อยู่ หรือจะเจริญรุ่งเรืองโดยสร้างเมืองให้ผู้คนสามารถจะ "ลงแปลงมีผัก ลงคลองมีปลา ลงนามีข้าว"
"เมืองน่าอยู่" ต่อแต่นี้ จะไม่คงไว้แค่ "เมืองอยู่ดี..." แต่เท่านั้น อีกต่อไป หากแต่จะต้องเป็น "เมืองอยู่ดี กินดี ผู้คนมีสุข สิ่งแวดล้อมยั่งยืน"
เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าให้กับคำถามที่ว่า "เมืองแกลง...ทำไมต้องข้าว?"ปล.ไปก่อนนะ...ท้องร้อง...หิวข้าวอีกแล้ว
18 มิถุนายน 2553
Non firewood's shambles bring to the Biogas Agenda.
http://www.youtube.com/watch?v=SCoUn91ctOc (คลิปขั้นตอนการย่อยเศษอาหาร)
เมื่อถังหมักแก๊สแบบปลอกบ่อปูน และถังเก็บแก๊สขนาดชุดละ ๒๐๐ ลิตรอีกจำนวน ๔ ชุดได้ติดตั้งเพิ่มเติมจนใช้การได้ กล่าวคือจากเดิมใช้ต้มน้ำร้อนลวกขนหมูได้ชนิดคืนเว้นคืน เพราะหมักเศษอาหารไม่ทันใช้ได้ทุกคืน ณ บัดนี้ ก็สามารถหมักจนใช้ได้ทุกคืน
แต่.....ในการใช้แต่ละคืนสำหรับเชือดหมู ๖ ถึง ๑๐ ตัว หรือประมาณจาก ๒ ทุ่มถึงเที่ยงคืน ราว ๖ ชั่วโมงนั้น แก๊สก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอที่จะใช้ได้อย่างยาวนานขนาดนั้น เพราะพบว่า
การเชือดหมูนั้น เมื่อลวกขนแล้ว ต้องชำแหละทีละตัว ๆ ตัวหนึ่งใช้เวลาราวยี่สิบนาทีเป็นอย่างน้อย จึงใช้เวลาค่อนข้างนาน
อยู่ที่คนใช้แก๊สด้วย หากน้ำเดือดพอ และรู้จักผ่อนแรงแก๊สลง แก๊สก็ใช้ได้นานขึ้น
ฉะนั้น การใช้ฟืนควบคู่กับไขม้ันอัดก้อนยังต้องประคองควบคู่กันไป สิ่งที่ได้คือ ช่วยลดการใช้ฟืน และนำไขมันจากครัวเรือนมาอัดก้อนเป็นพลังงานทดแทนได้อีกอย่างหนึ่ง
แต่กระนั้นก็ดี ก็ยังอยากชูธงหรือสร้างวาระแห่ง "เชือด" เอาไว้เสียแต่บัดนี้ว่า เป้าหมายสูงสุดคือ ต้องไม่มีการใช้ฟืนในการเชือดเด็ดขาด และจะต้องใช้เพียงแก๊สชีวภาพและไขม้นอัดก้อนแต่เพียงเท่านั้น เพื่อให้โรงฆ่าสัตว์นี้ เป็นโรงฆ่าสัตว์ที่ใช้แต่ของเสียในระบบเมืองมาเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น
จึงจากนี้ไป เมื่อมี Biogas Agenda แล้ว และยังมีปริมาณเศษอาหารเพียงพอที่จะหมักเพิ่มขึ้นได้อีก ก็จะต้องสร้่างถังหมักเพิ่มขึ้นพร้อมที่เก็บแก๊สเพิ่มขึ้นอีก เพื่อนำไปสู่การเป็น "Non firewood shambles"
ส่วนวัตถุดิบที่ได้จากการหมักที่เป็นสุดยอดหัวปุ๋ยชั้นดี นอกจากได้ใช้บำรุงต้นผักหวานที่ไม่เคยได้ลิ้มรสหวานเพราะยอดมักอันตรธานอยู่เสมอแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไปว่าจะนำไปใช้วิธีใดอีก
เมื่อถังหมักแก๊สแบบปลอกบ่อปูน และถังเก็บแก๊สขนาดชุดละ ๒๐๐ ลิตรอีกจำนวน ๔ ชุดได้ติดตั้งเพิ่มเติมจนใช้การได้ กล่าวคือจากเดิมใช้ต้มน้ำร้อนลวกขนหมูได้ชนิดคืนเว้นคืน เพราะหมักเศษอาหารไม่ทันใช้ได้ทุกคืน ณ บัดนี้ ก็สามารถหมักจนใช้ได้ทุกคืน
แต่.....ในการใช้แต่ละคืนสำหรับเชือดหมู ๖ ถึง ๑๐ ตัว หรือประมาณจาก ๒ ทุ่มถึงเที่ยงคืน ราว ๖ ชั่วโมงนั้น แก๊สก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอที่จะใช้ได้อย่างยาวนานขนาดนั้น เพราะพบว่า
การเชือดหมูนั้น เมื่อลวกขนแล้ว ต้องชำแหละทีละตัว ๆ ตัวหนึ่งใช้เวลาราวยี่สิบนาทีเป็นอย่างน้อย จึงใช้เวลาค่อนข้างนาน
อยู่ที่คนใช้แก๊สด้วย หากน้ำเดือดพอ และรู้จักผ่อนแรงแก๊สลง แก๊สก็ใช้ได้นานขึ้น
ฉะนั้น การใช้ฟืนควบคู่กับไขม้ันอัดก้อนยังต้องประคองควบคู่กันไป สิ่งที่ได้คือ ช่วยลดการใช้ฟืน และนำไขมันจากครัวเรือนมาอัดก้อนเป็นพลังงานทดแทนได้อีกอย่างหนึ่ง
แต่กระนั้นก็ดี ก็ยังอยากชูธงหรือสร้างวาระแห่ง "เชือด" เอาไว้เสียแต่บัดนี้ว่า เป้าหมายสูงสุดคือ ต้องไม่มีการใช้ฟืนในการเชือดเด็ดขาด และจะต้องใช้เพียงแก๊สชีวภาพและไขม้นอัดก้อนแต่เพียงเท่านั้น เพื่อให้โรงฆ่าสัตว์นี้ เป็นโรงฆ่าสัตว์ที่ใช้แต่ของเสียในระบบเมืองมาเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น
จึงจากนี้ไป เมื่อมี Biogas Agenda แล้ว และยังมีปริมาณเศษอาหารเพียงพอที่จะหมักเพิ่มขึ้นได้อีก ก็จะต้องสร้่างถังหมักเพิ่มขึ้นพร้อมที่เก็บแก๊สเพิ่มขึ้นอีก เพื่อนำไปสู่การเป็น "Non firewood shambles"
ส่วนวัตถุดิบที่ได้จากการหมักที่เป็นสุดยอดหัวปุ๋ยชั้นดี นอกจากได้ใช้บำรุงต้นผักหวานที่ไม่เคยได้ลิ้มรสหวานเพราะยอดมักอันตรธานอยู่เสมอแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไปว่าจะนำไปใช้วิธีใดอีก
29 พฤษภาคม 2553
การเดินทางของเมล็ดผักบุ้ง
เธอเห็นผักบุ้งนั่นไหม เห็นสิ่งใด ภายใต้ ใบสีเขียว
ยี่สิบแปดวันผ่านไป ประเดี๋ยวเดียว คือนั้นเชียว อาหาร ให้เรากิน
เธอเห็นผักบุ้งนั่นไหม งามอวบใหญ่ เพราะได้ ปุ๋ยในถิ่น
จากขยะอินทรีย์ ที่เหลือกิน บำรุงดิน เลี้ยงต้น ให้เติบโต
เธอเห็นผักบุ้งนั่นไหม มันทานได้ ใช่ว่า ของดูโก้
ลงความคิด ลงแรง ไม่อดโซ เมืองเติบโต อพิโถ ต้องซื้อกิน
เธอเห็นผักบุ้งนั่นไหม เกิดมาได้ จากนี่ไง..ธรณินทร์
ขอดินดีสี "ดำ...ทั้งแผ่นดิน" มีวาริน ประทินเมือง ให้เฟื่องฟู
เรื่องราวการเดินทางของผักบุ้ง คือตัวอย่างของการทำเกษตรเมือง หรือเกษตรของบ้านที่อยู่ในเมือง โดยอาศัยการนำของเหลือใช้ให้กลับมาเป็นประโยชน์ในรูปของปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน เพื่อให้ดินสร้างอาหารกลับมาให้เรา เราจะได้ทานพืชสด ๆ สะอาด ปลอดภัยจากดินโดยไม่ต้องกินซากพืชที่ขนมาจากที่อื่นซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน ปลูกอย่างไร เราจะได้ความสวยงามเขียวชอุ่ม ได้ลดการเดินทางของอาหาร (Food miles) ได้ช่วยลดโลกร้อน
๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
ความเดิมจากตอนที่แล้ว...
เมื่อพบว่าริมร่องระบายน้ำที่มาจากการล้างลานเครื่องบดย่อยขยะอินทรีย์นั้น มีธาตุอาหารอันอุดม โดยสังเกตได้จากความงามของพุทธรักษา กับจำนวนไส้เดือนบริเวณริมร่องน้ำนี้ และเพราะมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา
จึงหว่านเมล็ดผักบุ้งตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม จากนั้นมันก็เริ่มยืดรากยืดขา สร้างลำต้น ใบมาโดยลำดับ ตามภาพที่ถ่ายทำแบบบ้าน The star ยังไงยังงั้นเลย
พวกเมล็ดพืชนี้ก็แปลก เวลาอยู่ในถุง อยู่ในร้านมันไม่มีอาการขยับ หรือเติบโตให้เห็นเลย คงจำศีลอยู่แต่ในเปลือกที่ห่อหุ้มมันอยู่ยังไงยังงั้น ครั้นพอได้อยู่กับดิน อุณหภูมิ ความชื้นที่พอเหมาะ มันกลับเกิดเป็นต้นขึ้นมาได้
คิด ๆ แล้วน่าจะเอามัมมี่ที่อียิปต์มาทดลองวิธีนี้บ้าง เผลอ ๆ อาจจะลุกขึ้นมาได้อีกครั้งใครจะไปรู้ ขนาดเมล็ดข้าวอายุสามพันปีที่เวียดนามยังสามารถงอกเป็นต้นได้เลย
16 พฤษภาคม 2553
ดอกไม้ ดิน น้ำ ความชื้นและไส้เดือนในท้องร่อง....
ธาตุอาหารในร่องน้ำที่ไหลมาจากโรงบดย่อย
แนวร่องน้ำที่ได้ขุดขยายเพื่อเพิ่มพื้นที่
ไส้เดือนจำนวนมากอยู่อาศัยในดินริมร่องน้ำเพราะ
มีอาหารอุดมสมบูรณ์
ต้นไม้งาม ไส้เดือนอยู่ได้ ดินร่วนซุยและมีความชื้น
ที่หน้าเรือนเพาะชำ ด้านติดกำแพงมีระดับความสูงของพื้นดินมากกว่าด้านหลังศาลา เมื่อฝนตก น้ำฝนจึงไหลไปตามแรงโน้มถ่วง ภายหลังได้ขุดร่องระบายน้ำเพื่อให้น้ำไหลไปลงบ่อหลังโรงจุลินทรีย์ และในยามปกติ เมื่อมีการล้างลานบดย่อยขยะอินทรีย์และกิ่งไม้ รางนี้ก็ใช้ระบายน้ำเหล่านี้ได้
แต่ริมร่องระบายน้ำนี้ ได้มีการนำเอาต้นพุทธรักษามาปลูกสำหรับนำดอกไปใช้ประดับในห้องประชุมชั้น ๓ มานานกว่าปีแล้ว ช่วยให้ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อดอกไม้มาใช้เหมือนก่อน และเมื่อมีการเลี้ยงไส้เดือนขึ้นในโรงเรือนเพาะำชำ ริมร่องน้ำที่มีสภาพชื้นบริเวณนี้ ก็เป็นแหล่งอาศัยของไส้เดือนจำนวนมากมาย ขนาดที่สามารถจะขุดแยกไปขยายในบ่อเลี้ยงไส้เดือนได้คราวละมาก ๆ รวมถึงบริเวณร่องข้างโรงแพะที่มีความชื้นจากการล้างโรงเรือนและมีเศษมูลแพะไหลไปรวมกันทุกวัน ๆ ก็เป็นแหล่งอาศัยของไส้เดือนจำนวนมากเช่นกัน
พิศดูแล้ว ก็จะเห็นว่า เหตุที่ต้นพุทธรักษาริมร่องน้ำงามได้ และมีไส้เดือนมาอาศัยอยู่ริมร่องน้ำ ก็เพราะน้ำล้างเครื่องบดย่อยและล้างพื้นนั้นได้นำเอาเศษผักผลไม้ที่บดย่อยซึ่งเป็นปุ๋ยสำหรับดิน และเป็นอาหารสำหรับไส้เดือนไหลผ่านมาทุกวัน ๆ และเพราะในเวลาบดย่อยผักผลไม้เหล่านี้ ก็ได้ใช้น้ำจุลินทรีย์ล้างห้องบดเพื่อให้จุลินทรีย์ได้คลุกเคล้าพร้อมกันไปด้วย ดินริมร่องน้ำจึงเป็นดินดี มีความชื้นตลอดเวลา เหมาะแก่การเติบโตของต้นพุทธรักษา และมีไส้เดือนอยู่คอยช่วยพรวนให้ดินร่วนซุยอีกด้วย เช่นเดียวกับร่องน้ำข้างโรงเลี้ยงแพะ ก็มีทั้งความชื้นจากน้ำที่ล้างพื้นโรงเรือน และเศษมูลแพะที่เป็นอาหารชั้นดีของไส้เดือนไหลไปทุกวัน ไส้เดือนจึงมีจำนวนมาก เพราะมีอาหารอุดมสมบูรณ์
คิดถึงบริเวณที่มีน้ำครำ หรือสมัยก่อนเขาเรียกกันว่า "ขี้ซำ" แม้ด้านหนึ่งอาจมองเหมือนเป็นน้ำเสียที่แสนจะไร้ค่า แต่ก็มีต้นไม้บางชนิดที่เติบโตได้ดีและชอบสภาพดินชื้นแบบนี้ ไม่นับรวมพืชชนิดเล็ก ๆ อย่างตะใคร่น้ำ เป็นต้น แล้วก็เลยย้อนคิดไปอีกว่า เคยเห็นหนอนเกิดขึ้นมากมายในน้ำที่ไหลมาจากรถขนขยะ ซึ่งถ้าเป็นน้ำดี หนอนก็ไม่มีทางเกิดได้เหมือนกัน เลยพอสรุปได้ว่า "ในเสียมีดี ในดีมีเสีย"
เมื่อกลับมาดูร่องน้ำที่ได้ขุดให้ยาวขึ้น เพื่อที่จะให้มีพื้นที่รับน้ำที่มีธาตุอาหารสำหรับดินจากการล้างโรงและเครื่องบดย่อยขยะอินทรีย์แล้ว นอกจากต้นพุทธรักษาที่ช่วยประหยัดเงินซื้อดอกไม้มาตลอดแล้วนั้น จากนี้ไปก็จะได้ลองโรยเมล็ดผักบุ้งให้ไปเติบโตริมร่องน้ำที่มีความชื้น มีธาุตุอาหารในดินอันอุดม และมีไส้เดือนคอยพรวนดิน เพื่อให้ผักบุ้งได้กลายมาเป็นอาหารสำหรับเราต่อไป....จะคิดอะไรให้ยากไป...ทำไมมี
เมืองไทย...ใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวน....
เพื่อนรักเราชักชวน ร่วมช่วยกัน มุ่งหมั่นทำ....
05 พฤษภาคม 2553
ศาลาเก้าเหลี่ยม



ทราบจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ถึงเหตุที่ยังไม่ได้ส่งแบบแปลนศาลาเก้าเหลี่ยมมาให้เทศบาลฯ เพราะติดช่วงเลือกตั้งเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา.....
ในราวเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อติดต่อไปแล้วก็ได้รับแบบแปลนศาลาดังกล่าว และได้มอบกองช่างประมาณการราคาจนแล้วเสร็จ เพื่อหาหนทางที่จะสร้างไว้ในที่ดินของมูลนิธิฯ ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พระพรรษา ดังที่ท่านประธานมูลนิธิฯ ได้เคยปรารภมอบโอกาสไว้คราวที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมพื้นที่
แต่แรก ตั้งใจว่าจะสร้างในพื้นที่ด้านทิศเหนือของสระน้ำ ซึ่่งยังมีที่ดินรอการพัฒนาตรงนั้นอีกราวห้าไร่ เมื่อได้ไปพิจารณาตำแหน่งที่จะสร้างหลายครั้งเข้า ก็รู้ได้ทันทีว่า ลำพังจะสร้างแต่องค์ศาลาไว้โดดเดี่ยวนั้น ก็คงจะดูแปลก ๆ ที่ถูกต้องมีองค์ประกอบหรือเครื่องเคียงในบริเวณที่จะสร้างด้วย ได้ใช้เวลาใคร่ครวญก็คิดว่า ที่ดินตรงนั้น ยังไม่น่าจะถึงเวลาเข้าไปพัฒนา เพราะต้องมีการออกแบบให้เชื่อมโยงในหลายเรื่อง อาทิ เส้นทางเลียบชายคลอง จุดชมวิว จุดขึ้นลงเรือ ฯ หากสร้า่งไปโดด ๆ คงจะมีการใช้งานหรือเข้าไปสัมผัสกันน้อย
ที่สุดแล้ว ก็ตัดสินใจว่า จะก่อสร้างศาลานี้ให้เป็นศาลากลางน้ำ เพื่อให้มีความโดดเด่น และมีความน่าสนใจที่จะเข้าไปสัมผัส เพราะสถานที่ใด ๆ หากมีน้ำ จะเป็นคลอง เป็นสระ เป็นบึง ก็ย่อมทำให้เรารู้สึกเย็น อ่อนโยน และสบายใจเสมอ
แล้วความยากในการออกแบบก็เกิดขึ้น แต่เป็นความยากที่มีความสุขซ่อนไว้ในทุก ๆ รายการที่เป็นงานในลักษณะนี้ เช่น งานก่อสร้างหอประวัติศาสตร์เมืองแกลง งานก่อสร้างศาลาต้นโพธิ์ ศาลาแหลมท่าตะเคียน รวมถึงสะพานฉลองสิริราชย์สมบัติครบ ๖๐ ปีที่ซอยท่ายายบุึญ และสะพานฉลอง ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่านที่ถนนโพธิ์ทอง
คราวที่ได้เรียกแบบศาลาเก้าเหลี่ยมกลับมาพิจารณาอีกรอบหนึ่ง หลังจากตัดสินใจให้เป็นศาลากลางน้ำแล้ว จึงรู้ว่าศาลานี้ออกแบบให้มีขนาดกว้าง ๘.๔๐เมตร และระยะเวลาก่อสร้างนี้ ในใจก็คิดว่าคงจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๔ อันเป็นปีที่รัฐบาลจะต้องจัดให้มีงานฉลองพระชนมายุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ ๗ รอบ หรือ ๘๔ พรรษาอย่างพอดีกับช่วงเวลา....
แล้วธงในใจเกิดขึ้นโดยฉับพลัน แล้วแรงบันดาลใจก็เกิดขึ้นมากมายที่จะพยายามผลักดันให้งานก่อสร้างศาลากลางน้ำนี้สำเร็จให้จงได้ พยายามคิด ไปพิศดูสถานที่จริงนับครั้งไม่ถ้วน และตรึกตรองในกมลไม่ขาดตอนเลย จึงมีแนวที่ได้แจ้งกับช่างไปว่า อันสระน้ำที่สนามกีฬานี้ มีคันสระลาดยางกว้าง ๑๐๐ เมตร ยาว ๑๖๐ เมตร คิดเป็นเนื้อที่ ๑๐ ไร่พอดี ขอให้ไปออกแบบวางสะพานจากส่วนกว้างของสระทางด้านทิศเหนือ มุ่งมาทางใต้ โดยให้สะพานมีความยาว ๘๔ เมตรหรือประมาณกึ่งกลางของสระด้านยาว ราวสะพานเชื่อมศาลา รวมถึงเสาโคมไฟตามทาง ให้มีเอกลักษณ์หรือนำเค้าโครงจากงานศิลปกรรมของหัวหิน อาทิ สถานีรถไฟหัวหิน หรือพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เนื่องจากศาลาเก้าเหลี่ยมที่จะสร้างนี้เป็นศาลารูปแบบเดียวกับศาลาชายหาดของพระราชวังไกลกังวล หัวหินเช่นกัน จะได้เป็นเรื่องราวสอดรับกันไป ส่วนช่วงสะพานยาว ๘๔ เมตรนั้น ให้มีระเบียงแยกออกไปฝั่งละหนึ่งช่อง เพื่อเป็นจุดยืนชมวิว โดยไม่ต้องไปยืนกีดขวางการสัญจรไปมา
สำหรับสันทางตลอดส่วนกว้างของสระที่ยาว ๑๐๐ เมตรนั้น ให้ออกแบบเป็นระเบียงยื่นมาทางทิศใต้ประมาณ ๒๐ เมตรตลอดแนว เพื่อใช้เป็นลานเอนกประสงค์ที่มีใต้ถุนเป็นระดับน้ำที่อยู่เรี่ย ๆ กับระดับท้องพื้นลานซึ่งเราสามารถควบคุมระดับน้ำในสระได้ด้วยการสูบเข้าออกตามต้องการ
วัสดุพื้นลานให้ใช้ไม้เทียมที่มีความหนา และทนแดดทนฝน มีช่องเล็ก ๆ ระหว่างไม้เทียมแต่ละแผ่นเพื่อระบายอากาศ ระดับพื้นลานนี้ให้ต่ำกว่าระดับทางลาดยางคันสระ มีช่องขึ้นลงเพียงช่องเดียว ลดความวุ่นวาย และเพื่อแยกออกมาเป็นอีกโลกหนึ่งที่จะนั่งหรือยืนทอดอารมณ์กับผิวน้ำที่พลิ้ว ๆ เพราะแรงลมในสระ
มุมที่น่าสนใจที่สุดของลานนี้ คือมุมด้านทิศตะวันตกที่กำหนดให้มีศาลาขึ้นอีกหนึ่งหลังบนลานนี้ และมีระดับพื้นศาลาสูงกว่าทางลาดยาง เพื่อให้คนในศาลาได้มองเห็นความเคลื่อนไหวของผู้คนบนลานในสระน้ำ และได้เห็นทัศนียภาพของคลองประแสที่ไหลโอบอยู่ใกล้ ๆ ได้สุดสายตา
ส่วนระเบียงของลานนี้ กำหนดความสูงไว้เพียงระดับไม่เกิน ๑ เมตร เป็นระเบียงโปร่งตา เพื่อให้คนที่เดินหรือวิ่งอยู่ตามคันสระได้เห็นความเคลื่อนไหว และสุดท้ายคือด้านหน้าของใต้ถุน ให้ออกแบบงานคอนกรีตเพื่อบังเสาใต้ถุน เป็นลักษณะโค้งเหมือนช่องระเบียงโบราณเรียงกันไปตลอดแนว จะทำให้รู้สึกเหมือนช่องอุโมงค์ที่ดูลึกและยังไปต่อได้อีก รวมถึงสร้างการเบรคหรือหยุดสายตาเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากน้ำพุกลางสระที่มีอยู่แล้ว
งานก่อสร้างนี้ จะนำเข้าขอความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาเทศบาลตำบลเมืองแกลงในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้เป็นอีกจุดสำคัญหนึ่งของสนามกีฬาและสวนสาธารณะของเทศบาลฯ และเพื่อให้ทันในโอกาสมหามงคลของเราชาวไทยในปีหน้าต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





















