13 ธันวาคม 2553

ลำนำเพลงแห่งสายพาน ลำเลียงงานเทศบาลได้ก้าวไป

บันไดสู่ดาว ไม่เอาขาหยั่งทำงานง่าย หลังคาทำจากกล่องนม
       ความใฝ่ฝันในช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมาสำหรับงานการคัดแยกขยะ นั่นก็คือ วันที่จะได้เห็นสายพานคัดแยกขยะเครื่องที่ ๒ ได้เดินเครื่อง ซึ่งก็สมใจนึกไปตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ วันรัฐธรรมนูญโดยบังเอิญเรียบร้อยแล้ว ใครใคร่แก้รัฐธรรมนูญก็แก้ไป แต่ว่าที่จริงประชาธิปไตยนี้ต้องรู้เรื่องหน้าที่พลเมืองเป็นสำคัญกว่าสิ่งใด
กว้างขึ้นทั้งรางลำเลียงและพื้นที่ทำงาน
       เหตุที่เดินเครื่องล่าช้าทั้งที่ทำเสร็จมาก็หลายเดือน เป็นเพราะตั้งใจจะรอให้มีการปรับปรุงสภาพพื้นที่ข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำรางระบายน้ำเพื่อมารองรับน้ำจากลานเครื่องคัดแยกขยะนี้ไปสู่บ่อเก็บน้ำเสีย ซึ่งต้องการจะใช้กระบวนการทางธรรมชาติเข้ามาช่วย กล่าวคือ ปล่อยให้น้ำเสียจากลานคัดแยกขยะที่ต้องล้างลานกันทุกวันได้ไหลผ่านรางพื้นดินที่ปลูกต้นไม้น้ำ อาทิ พุทธรักษา กก หรือธูปฤาษี เป็นระยะ ๆ ไปเพื่อได้คัดกรองเอาตะกอนของเสียและน้ำเสียได้ชะลอไว้ก่อนที่จะไหลไปลงบ่อ หากใช้วิธีการวางท่อระบายน้ำให้ไหลตรงลงบ่อ ก็ต้องตามไปแก้ปัญหาน้ำเน่าในบ่อไม่จบไม่สิ้น เป็นการแก้อย่างหนึ่งเพื่อไปสร้างปัญหาเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง
       เครื่องสายพานคัดแยกขยะเครื่องที่สองนี้ ได้ออกแบบปรับปรุงจากเครื่องแรกดังนี้
๑ สร้างขึ้นใหม่ ไม่ดัดแปลงมาจากวัสดุมือสอง
๒ ความกว้างของรางมีขนาดกว้างกว่าเครื่องแรกคือ ประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ช่วยเพิ่มพื้นที่ลำเลียงขยะได้มากขึ้นในเวลาที่เท่ากัน
๓ เปลี่ยนตัวสายพานเป็นชนิดวัสดุแบบยางรถยนต์ ช่วยการยึดเกาะให้กับวัสดุขยะได้ดีขึ้น
๔ ด้านปลายของสายพาน ยกมุมให้สูงขึ้นมากพอที่จะอยู่เหนือกว่าระดับความสูงของแซงรถยนต์ เพื่อไม่ต้องเกลี่ยขยะให้กองต่ำลงเวลาไหลลงรถจนกองสูงติดยอดสายพาน
๕ ตัวโม่เล่ย์ขับเคลื่อนสายพานใช้เป็นโซ่คล้ายโซ่รถจักรยานแทนชนิดยาง ทำให้มีแรงดึงมากขึ้น
๖ แกนโม่เล่ย์ยาวกว่าเดิม เพื่อมิให้เศษขยะไหลมาพันโม่เล่ย์จนทำให้ต้องหยุดเดินเครื่อง
๗ ลานกองขยะก่อนขึ้นสายพานได้รับการออกแบบให้มีระดับสูงจากพื้นดินและสูงกว่าจุดเริ่มต้นของสายพาน ช่วยให้ไม่ต้องโกยใส่เข่ง แล้วยกเข่งเทใส่สายพาน ทำให้ลดจำนวนคนยกเข่งลงได้ ๒ คนและลดการใช้กำลังของคนคาดขยะลง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ
๘ ข้างรางสายพาน มีการออกแบบชั้นยืนแบบขั้นบันใดและราวกันตก โดยไม่ต้องเพิ่มเสาตั้งกับพื้นให้เกะกะยุ่งยากในการทำความสะอาดเหมือนแบบเก่าที่เป็นแบบโต๊ะมีขา
๙ หลังคากันแดด กันฝน ถูกออกแบบให้มีระดับสูงโปร่งขึ้นกว่าเดิม เพิ่มความสะดวกในการทำงาน
รางระบายน้ำเสียที่จะใช้ระบบพฤกษาบำบัด
       จากการทำงานมาสองวัน พบว่าเวลาในการคัดแยกขยะลดลงจากเดิมที่ใช้เครื่องเก่า เพราะด้วยเหตุผลหลาย ๆ ข้อข้างต้น คือ สามารถคาดขยะขึ้นสายพานได้โดยไม่ต้องโกยใส่เข่ง และไปได้คราวละมากกว่าเดิม แต่สิ่งที่พึงระวังคือ เมื่อความกว้างของรางมากขึ้น อาจมีขยะที่ห่างมือแต่สามารถคัดแยกได้หลงหูหลงตาไปได้หากไม่เกลี่ยดูให้ดี นอกจากนี้ แซงข้างกันขยะหล่นออกนอกคอกต้องปรับปรุงให้สูงขึ้นกว่าเดิมอีกสักหนึ่งฟุต
       ในลำดับต่อไปจะได้เพิ่มจำนวนรถขยะจากเดิม ๒ เที่ยวรถหกล้อ กับอีก ๑ คันปิคอัพ เป็น ๓ เที่ยวรถหกล้อ กับอีก ๑ คันปิคอัพ และเตรียมจะหันกลับไปปรับปรุงสายพานคัดแยกขยะเครื่องเก่าให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นอีกในทุก ๆ ส่วนที่ได้มีประสบการณ์มาแล้ว
ยกระดับพื้นกองขยะให้สูงขึ้น คาดขยะใส่สายพานได้ไม่ต้องโกยใส่เข่ง
       ต่อเมื่อสามารถนำเอาขยะของเทศบาลตำบลเมืองแกลงทั้ง ๕ คันรถหกล้อ และ ๑ เที่ยวรถปิคอัพมาขึ้นสายพานทั้งสองเครื่องเพื่อคัดแยกจนครบกระบวนการแล้ว และสามารถบริหารจัดการคนให้มีความเพียงพอและมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิมแล้ว ก้าวต่อไปจึงจะมุ่งตรงไปยังศูนย์ควบคุมคุณภาพมูลฝอย หรือหลุมฝังกลบขยะ ณ คลองไอ้วอง ของเทศบาลตำบลเมืองแกลงซึ่งที่นั่น ยังมีขยะจากท้องถิ่นอื่น ๆ ที่รอการคัดแยกอยู่อีกไม่น้อยกว่าวันละยี่สิบห้าตัน
ชีวิตที่ต้องไป..ต้องได้ดีกว่าเดิม
       งานการจัดการสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเรื่องของกระบวนการต่อยอดการเรียนรู้ ขบคิดไปอย่างยากจะจบสิ้น เมื่อครบสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง ก็มีสมการที่รอให้ไปแก้อยู่อีกระดับหนึ่งฉะนี้แล 

11 ธันวาคม 2553

เกษตรเมือง..คือเกษตรกรรมที่ทำในเมือง

       อย่างไรเสีย...ก็คงจะป่วยการไปร้องแรกแหกกระเฌอเที่ยวหาที่ดินเป็นสิบไร่ร้อยไร่พันไร่เพื่อทำฟาร์มผัก และแม้ว่าหาได้มัีนก็ไม่ใช่ชีิวิตของคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ถึงออกไปทำไร่ทำสวน มันก็คงไม่จีรัง ดั่งผู้มีฐานะ อยากมีบ้านพักชายทะเล เมื่อซื้อบ้านพักชายทะเลไว้แล้ว ก็เห่อแห่กันมาสักพักหนึ่ง นักเข้าเมื่อปลีกเวลาแหวกมาพักผ่อนไม่ค่อยได้ ด้วยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในเมือง ก็ร้างลาบ้านพักชายทะเลกันไปเสียโดยมาก

แปลงผักหน้าสำนักงานเทศบาลฯ
       ฉันใดก็ฉันนั้น งานการต่าง ๆ แม้แต่เรื่องการทำเกษตรในเมือง หากจัดแจงได้ไม่ลงตัวต่อการดำเนินชีวิตประจำวันแล้วไซร้ ก็คงไม่สู้ได้ประโยชน์อะไร

       เรื่องแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในเมืองแกลงหันกลับมานึกถึงและลงมือทำสวนอาหารหลังบ้านเหมือนแต่ก่อนที่รอบบ้านหลังบ้านมีพืชอาหารกันเต็มไปหมดนั้น หากไม่ลงมือทำนำร่องไปก่อนแล้ว ก็คงป่วยการ ด้วยลำพังเอาแต่กู่ก้องร้องตะโกนให้มาอบรม ๆ ๆ และอบรม โดยไม่ทำอาการ "ปฏิบัติบูชา" นั้นมันจะเข้ากับยุคสมัยเกินไป เหตุดังกล่าว เทศบาลตำบลเมืองแกลง จึงอาศัยที่อยู่สองสถาน คือรอบเสาธงหน้าสำนักงานเทศบาล และดาดฟ้าอาคารป้องกันฯ ลงมือทำเพื่อชู ให้ดูแล้วเห็นเป็นประจักษ์ ว่า เพียงความใส่ใจ ใส่เข้าไปใ้ห้ดินและน้ำเท่านั้น พืชอาหารอันหลากหลายก็เกิดขึ้นให้เราไว้บริโภคกันได้


ใบเตย ผักหวาน กระเพราะ ชะพลูในกระถาง
       หลักง่าย ๆ ที่ควรพิจารณาก่อนลงมือทำเกษตรเมือง คือ
       ทำอะไรที่มันง่าย ๆ เอาแต่พอตัวพอกำลังของตน สอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน และเป็นไปได้เสียก่อนเป็นเบื้องต้น
       อย่าไปหวังผลผลิตว่าจะออกมาเป็นบิ๊กล็อต แต่ไปเรื่อย ๆ ดั่งน้ำซึมบ่อทราย
       อยากกินอะไร ใคร่ครวญว่าเป็นไปได้ ก็ปลูกอย่างนั้น
       พิจารณาสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่พอจะใช้ในการปลูกได้บ้างก่อนลงทุนซื้อ ๆ ๆ
       มองหาที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่าง ให้มีที่ว่าง แต่หากหาที่ว่างไม่ได้จริง ๆ ก็ปลูกมันในภาชนะอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ที่เปลือง
       ดูทางแดดทางลม ดูชนิดต้นไม้ที่จะปลูกไว้บ้าง เพราะมันขึ้นอยู่กับดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ เช่นดอกทานตะวันทำไมหันรับแสงอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ

       ข้อพินิจต่อไปคือ เกษตรเมืองที่หมายถึงเกษตรกรรมที่ทำแต่ในเมืองนั้น ทำแล้วได้อะไร เมื่อได้ลงมือทำก็จะพบว่า เมื่อเราใฝ่ใจ ก็จะได้ความสุขใจ ได้พืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทาน ได้รู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สามารถดำเินินชีวิตได้ด้วยการเพาะปลูก

       ตั้งหลักให้ดี มองกระบวนการด้วยความพึงพอใจทั้งมรรคและผล เพื่อสิ่งที่เขาบอกว่า ปลูกพืชผลแล้วไม่มีกำไร จะไม่มีวันย่างกรายมาใกล้เราอย่างแน่นอน
ู
      
      
      
      

รถขสมก.ขยายพื้นที่บริการครอบคลุม ๑๑ จาก ๑๓ ชุมชนแล้ว

เส้นทางจากแหลมยาง ไปในยาง โพธิ์ทองมุ่งสู่สนามกีฬาฯ รอบเย็น
       ต่อการเพิ่มขึ้นของรถขสมก. อีกสองคัน ซึ่งได้เพิ่มบริการรับส่งเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดสารนาถธรรมารามที่มีบ้านเรือนอยู่ทั้งฝั่งทิศเหนือและทิศใต้ถนนสุขุมวิทไปแล้ว เมื่อเปิดภาคเรียนที่สองได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยนักเรียนฝั่งโรงเรียนวัดสารนาถฯ มีจำนวนมากที่ใช้บริการรถขสมก. จึงต้องเพิ่มการรับและส่งในช่วงเช้าและเย็นจากเดิมหนึ่งเที่ยวเป็นสองเที่ยว ขณะนี้ทุกอย่างเข้าระบบเรียบร้อยเหมาะสม

สายหนองควายเขาหัก พลงช้างเผือก หนองกระโดงขากลับจากสนามกีฬาฯ
       จึงได้พิจารณาการนำรถขสมก.สองคันใหม่นี้ออกให้บริการประชาชนไปสนามกีฬาฯ เฉพาะแต่ในช่วงเย็น เนื่องจากช่วงเช้า ได้ประเมินร่วมกับชุมชนว่าจะมีผู้โดยสารน้อย สำหรับในช่วงเย็นนั้น ได้ถือเอาวันที่ ๖ ธันวาที่ผ่านมาเป็นวันนัดหมายเริ่มเปิดบริการในสองสายหลัก คือ สายด้านทิศเหนือถนนสุขุมวิท ตามเส้นทางรับส่งนักเรียนวัดสารนาถฯ แต่เลยไปสนามกีฬาฯ สายหนึ่ง กับการนำรถขสมก. คันเดิมขยายเส้นทางไปหนองควายเขาหัก พลงช้างเผือก และหนองกระโดงแล้ววิ่งไปตามเส้นทางเดิมสู่สนามกีฬาอีกสายหนึ่ง ซึ่งสายหลังนี้ เป็นคำแนะนำในที่ประชุมอสม.ของเทศบาล จนทำให้ต้องกลับมาคิพิจารณาและเปิดบริการได้ในที่สุด

ขสมก.คันเดิมแต่ขยายพื้นที่บริการอีกสามชุมชน
       ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือ จากชุมชนบ้านแหลมยาง ลัดเลาะไปชุมชนในยางและชุมชนโพธิ์ทองทั้งย่านถนนโพธิ์ทอง - ฝั่งธน และย่านปากซอยดอนเค็ด เลี้ยวเข้าซอยบนเนินมุ่งสู่สนามกีฬา

เด็ก ๆ และผู้ใหญ่สบายใจ ไปสนามกีฬาฯ
       ทำให้การเพิ่มขึ้นของรถขสมก.สองคันใหม่นี้ สามารถครอบคลุมการให้บริการไปถึงทั้งชุมชน หนองแตงโม มาบใหญ่ สารนาถ โพธิ์ทอง หนองแหวน (บางส่วน) ในฝั่งด้านทิศเหนือถนนสุขุมวิท และครอบคลุมชุมชนแหลมยาง ในยาง โพธิ์ทอง(ด้านทิศใต้)  นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงเส้นทางของรถขสมก.คันเดิมให้ไปบริการถึงชุมชนหนองควายเขาหัก พลงช้างเผือก หนองกระโดง จากเดิมที่มีบริการแต่ชุมชนสุนทรโวหาร แกลงแกล้วกล้า

       จึงยังคงเหลือพื้นที่ที่บริการรถขสมก.ยังไปไม่ถึงคือ ชุมชนดอนมะกอก และหนองแหวน(บางส่วน) เนื่องจากเป็นชุมชนที่ต้องเดินทางด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ (ถนนสุขุมวิท) และถนนบ้านบึง แกลง ซึ่งรถยนต์ทางไกลค่อนข้างทำความเร็วสูง และชุมชนอาจมีจำนวนประชากรไม่มากนัก แต่กระนั้นก็ดี ในอนาคตก็อาจนำมาพิจารณาขยายบริการรถขสมก.ได้ต่อไป

       สิ่งที่ต้องกำหนดไว้ในใจคือ ทำอย่างไรจึงจะจัดสวัสดิการสู่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับความตระหนักถึงการสร้างวินัยในการใช้รถร่วมบริการอย่างรถขสมก. (ขนส่งเมืองแกลง) นี้ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สภาพภูมิอากาศในเมืองแกลง แทนการมุ่งใช้แต่ยานยนต์ส่วนต้ัว

09 ธันวาคม 2553

ขยายเขตปลอดถังขยะที่อีกถนนสองสายหลัก (โพธิ์ทองและแหลมยาง)

ถนนโพธิ์ทองและถนนแหลมยางที่ปลอดถังขยะ
       ก่อนถึงวันที่ ๕ ธันวาคมที่ผ่านมานี้ ได้รู้โดยตลอดมาว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมายุครบ ๘๓ พรรษา และปีหน้าจะทรงมีพระชนมายุครบ ๗ รอบ รัฐบาลคงจะเตรียมจัดงาน ทำโครงการอันหลากหลายในปีหน้าอย่างแน่นอน

บริเวณกองขยะที่หมักหมมเดิมได้รับการปรับปรุงและยกเลิกถังขยะแล้ว
       ในโอกาสวันพ่อปีนี้ ได้วางแผนร่วมมือกับชาวบ้านโดยได้ทำเขตปลอดถังขยะเพิ่มขึ้นบนถนนสายหลักอีกสองสายในพื้นที่ชุมชนโพธิ์ทอง และชุมชนแหลมยาง ด้วยถนนโพธิ์ทองนั้น มีการจราจรเดินทางค่อนข้างหนาแน่น เพราะมีบ้านเรือนประชาชนอยู่จำนวนมาก ส่วนถนนแหลมยางนั้น แต่เดิมรถขยะก็เข้าไปบริการชนิดวันเว้นวัน เพราะบ้านเรือนน้อย แต่เป็นเส้นทางไปสู่แพท่องเที่ยวที่มีผู้คนต่างถิ่นแวะเวียนมาเป็นประจำ

       เขตปลอดถึงขยะทั้งสองโซนนี้ ได้เริ่มเก็บถังขยะขึ้นมาแต่วันที่ ๔ หลังจากได้ตัดหญ้าข้่างทางและเก็บขยะตกค้่างเรียบร้อยแล้ว คาดว่าปัญหาถังขยะมอมแมม และจุดตั้งถังขยะมีขยะตกค้่างตลอดเวลาคงจะหมดไป ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น และรอการประเมิน
       
ภูมิทัศน์หัวถนนแหลมยางหลังจากยกเลิกถังขยะแล้ว
      


 ถามว่า...เทศบาลกับชาวบ้านร่วมกันทำเขตปลอดถังขยะแล้วได้อะไร...
ภูมิืทัศน์สองฝั่งทางก่อนถึงแยกเข้าสวนสุขภาพ
         ตอบเบื้องต้นว่า ได้ถนนหรือทางเท้าที่ไม่ต้องมีถังขยะ ไม่ดูมอมแมมสกปรก ไม่มีกลิ่นเหม็น เพิ่มความเรียบร้อยสวยงามให้ถนนและทางเท้า และมากยิ่งไปกว่านั้นคือ ปริมาณขยะจากบ้านเรือนจะลดลงโดยอัตโนมัติ จากแทนที่เคยทิ้งกันได้สารพัด เพราะถังขยะเทศบาลบรรจุขยะได้มาก ต้องเปลี่ยนมาเป็นหาภาชนะใส่เองในแต่ละบ้าน ถุงพลาสติคบ้าง ถังหรือกระป๋องบ้าง จึงขยะชิ้นใดที่ขายได้ก็จะถูกแยกออกมาโดยอัตโนมัติเพื่อไม่ต้องเปลืองเนื้อที่ถุงหรือถังขยะของบ้านที่มีขนาดเล็ก และเมื่อลดการใช้ถังขยะแล้ว เทศบาลก็ยังประหยัดงบประมาณในการซื้อถังลงกว่าแต่เดิมเป็นเงินจำนวนมาก

06 ธันวาคม 2553

ข้าวจากนา ณ เมืองแกลง

       เรื่องข้าว ๆ นี่ เอาเข้าจริง ดูจะยังไม่ควรจบเพียงแค่การส่งเสริมชาวเมืองแกลงให้กลับมาปลูกเพียงแค่นั้นเสียแล้ว...
       เพราะว่าที่จริง ยังมีเรื่องให้ต้องคิดต่อและทำต่อสำหรับเรื่องข้าว อาหารหลักที่เราต้องทานวันละสามเวลากันไปตลอดชีวิต อย่างน้อยข้อที่ควรคิดสงสัยนั่นคือข้าวที่เราทานอยู่นั้น

มาจากโรงสีไหน
มาจากดินและน้ำจังหวัดไหนกัน
เขาปลูกกันแบบไหน
เป็นข้าวพันธุ์อะไร ไหนล่ะ..ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นของเรา
ข้าวที่ปลูกในบ้านเรา ส่งไปสีไปขายกันที่ไหน
ความที่เป็นข้าวกล้อง และข้าวสารต่างกันตรงไหน ฯ

       ควบคู่ไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ประเด็นข่าวเรื่องข้าวจากอดีตถึงปัจจุบันที่เคยได้ยินและควรใส่ใจ อาทิ คณะกรรมการข้าว การแทรกแซงราคาข้าว การรับจำนำข้าวเปลือก การลงทุนกิจการปลูกข้าวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การเปลี่ยนที่นาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งหรือรีสอร์ทในบางพื้นที่ ประเทศตะวันออกกลางเข้ามาหาพื้นที่ทำนาในบ้านเรา เวียดนามปลูกข้าวส่งออกแย่งกันเป็นอันดับ ๑ กับไทย ฯ

       เมื่อย้อนกลับมาที่เมืองแกลง แต่เดิมมา เคยปรากฏในเอกสารของทางอำเภอแกลงว่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของเมืองแกลงชนิดหนึ่ง คือ ข้าว ซึ่งมีปลูกกันทั่วไปในย่านตำบลทางเกวียน ตำบลบ้านนา ตำบลทุ่งควายกิน ทุ่งเนินทราย เนินฆ้อ ชากกะโดน บ้านนาซา บ้านคลองปูน พังราด ช้างข้าม พื้นที่ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนมีมือคลองไหลทอดตัวอยู่ทั่วไป ทำให้ระบบน้ำสำหรับปลูกข้าวเป็นไปด้วยดี

       แต่เมื่อธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเริ่มมีบทบาทและมีผลกำไรงาม ชาวนาก็หันไปปรับพื้นที่หรือขายที่เพื่อเลี้ยงกุ้ง อาชีพทำนาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งบางพื้นที่ก็ปล่อยให้ที่นาเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามาหลายสิบปี โรงสีข้าวก็พลอยซบเซาปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก คงเหลือแต่โรงสีขนาดย่อมที่ชาวนาเอาข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารเก็บไว้พอกินเป็นเดือน ๆ ไป

       แล้วข้าวที่เรากินอยู่นั้น ขนมาจากไหน...

       เส้นทางการขนส่งข้าวมาบ้านเรา มาจากทั้งทางระยอง และแปดริ้ว รวมถึงหลายจังหวัดในภาคอีสาน ก็ด้วยความที่เขามีโรงสีขนาดใหญ่ และรับซื้อข้าวเปลือกไปทั่ว ไม่เฉพาะเอาแต่ข้าวเปลือกที่ปลูกจากดินในพื้นที่ของตนเท่านั้น นี่คือการดำเนินงานที่เอาธุรกิจและผลกำไรเป็นตัวนำ

       ย้อนกลับมาที่เมืองแกลงอีกครั้ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเข้าฤดูเกี่ยวข้าวปีนี้แล้ว ก็ได้ตัดสินใจที่จะค้าข้าวด้วยอีกทางหนึ่ง โดยมีเป้าหมายคือ ความต้องการที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวในพื้นที่กันให้มากขึ้น แต่หากยังคงใช้วิธีเดิมคือ ตั้งโครงการแล้วหาหนทางสนับสนุนเมล็ดข้าวหรือปุ๋ย ก็จะทำได้จำกัดแต่ในวงเขตพื้นที่ ไปไม่ได้ไกลและเหมือนจะใช้งบประมาณไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงหันมาใช้วิธีไปซื้อข้าวกล้องจากโรงสีในพื้นที่อยู่สองโรง ที่วังหินโรงหนึ่ง และที่เนินยางอีกโรงหนึ่ง รวมถึงไปซื้อข้าวเปลือกตรงจากชาวนาด้วย เพื่อต้องการให้เป็นข่าว ให้ได้รู้ว่าวันนี้เทศบาลสนับสนุนให้ข้าวมีทางไป มีทางระบาย และในอีกทางหนึ่ง ทุนที่ใช้ในการดำิเนินงาน ทั้งสำหรับการหมุนเวียนซื้อขาย การซื้อข้าวเปลือกมาสต็อกไว้ ก็ใช้วิธีระดมทุน ตั้งเป็นหุ้นข้าว หุ้นละหนึ่งร้อยบาท สมาชิกสามารถซื้อได้ไม่เกินคนละสิบหุ้น ซึ่งเปิดรับสมัครจากประชาชนทั่วไปตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชนรู้จักเรื่องของการออม การรู้จักดำเนินธุรกิจแบบกลุ่ม การมีรายได้จากเงินปันผล โดยมาถึงขณะนี้มีสมาชิกร่วมหนึ่งร้อยราย และยังคงเปิดรับสมัครอยู่

       ทั้งนี้ ข้าวกล้องหรือข้าวสารตรา "ข้าวแกลง" ที่ผลิตออกจำหน่าย มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นข้าวที่ปลูกจากดินและน้ำในเมืองแกลงเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการเดินทางขนส่งอาหารจากเมืองอื่นอันจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

       ข้าวตรา "ข้าวแกลง" จึงเป็นอีกหนึ่งน้ำพักน้ำแรงทั้งจากชาวนาและชาวเราธรรมดา ๆ ในพื้นที่ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยกันทำมาค้าขาย สร้า่งเสริมรายได้ของผู้คนในพื้นที่ ที่สามารถพูดได้ชัด ๆ ว่า หากต้องการมีดินน้ำและสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนต้องมีหนทางที่จะสร้า่งรายได้ให้เกิดขึ้นได้ด้วย จึงจะเกิดความยั่งยืน

    

20 กันยายน 2553

เล่าเรื่องรถขสมก. (ขนส่งเมืองแกลง)

       ในโอกาสที่รถขนส่งเมืองแกลง หรือ ขสมก. หรือที่ชาวบ้านเรียกกันสั้น ๆ ติดปากว่า  "รถราง" อีกจำนวน ๒ คันจะมาถึงภายในสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๓ นี้ หลังจากที่ ๒ คันแรกได้เปิดวิ่งบริการมาตั้งแต่ราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๒ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน และจาการที่เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ต้องใช้ไปกับการคัดเลือกรูปภาพจำนวนมากมายอยู่เกือบสองสัปดาห์ รวมถึงเมื่อได้คัดเลือกรูปเพื่อจะเอาไปประดับรถรางแล้ว จะต้องนำมาปรุงให้สวยงาม และลงตัวเหมาะสมจนแล้วเสร็จ และรู้สึกเหมือนได้ผ่านงานหนัก ๆ มาอีกชิ้นหนึ่ง จึงคิดว่าควรจะได้บันทึกที่มาและเรื่องราวไว้เป็นเชื้อสืบต่อไป

       แต่เดิมเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๔๖ ได้มีโอกาสไปที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาโดยมีสถาบันคีนันแห่งเอเชียให้การสนับสนุน คนที่เคยไปย่อมรู้ว่า ที่นั่นเขามีสิ่งอันควรจดจำอยู่อย่างน้อยก็สองอย่างคือ สะพานโกลเด้น เกท และรถรางประจำเมือง ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองนี้ โดยเฉพาะอย่างหลัง เป็นอะไรที่ผู้คนส่วนใหญ่ของซานฟรานซิสโกได้ใช้ในการเดินทางเป็นกิจวัตร และบริการสำหรับนักท่องเที่ยว

       ครั้นเมื่อภายหลังได้เข้าร่วมมาตรการรณรงค์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเชื่อมโยงไปยังสถาบัน ICLEI (www.iclei.org) แล้ว มาตรการหนึ่งคือการจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ในการเดินทาง และนี้เองที่เป็นเหตุผลของการกำเนิดรถราง ขสมก.ขึ้นเพื่อลดการใช้ยานยนต์ส่วนตัว และเพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับประชาชนชาวเมืองแกลง

       อย่างไรก็ดี เมื่อแรกที่จะมีรถรางประจำเมืองแกลงนั้น ก็ยังมิวายอดคิดถึงอัตลักษณ์ความงดงามของรถรางไฟฟ้าที่ซานฟรานซิสโกไปเสียไม่ได้ แต่ที่นั่นเขาพัฒนามานานมากแล้ว จึงเห็นการตกแต่งรูปทรงของรถอย่างมีเอกลักษณ์ ที่สุดแล้ว รถขสมก.สองคันแรกของเมืองแกลงที่ตัวถังทำจากเหล็ก และไม่อาจจะใช้วัสดุอื่นใดในภาวะขณะนั้นได้ จึงถูกกำหนดให้แสดงภาพการเดินทางของชาวเมืองแกลงในอดีตไว้กับตัวถังของรถ ทั้งการเดินทางโดยสัตว์พาหนะอย่างม้า เรือ รถโดยสารประจำทาง และแสดงภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองแกลงในอดีต สำหรับโอกาสครบ ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน

       รถขสมก.สองคันแรกได้ออกวิ่งให้บริการโดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งได้กำหนดต้นทางปลายทางเพื่อที่จะพาคนจากบ้านเรือนไปที่สนามกีฬาและสวนสาธารณะ และเพื่อรับส่งนักเรียนไปกลับโรงเรียน รวมถึงในโอกาสสำคัญ ๆ อาทิ งานเทศกาลต่าง ๆ หรือให้บริการผู้มาทัศนะศึกษาดูงานในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้วิ่งเฉพาะพื้นที่ด้านทิศใต้ของถนนสุขุมวิท เนื่องจากรถขสมก.ยังมีเพียง ๒ คัน อยู่ในระยะเริ่มต้น ไม่ควรเสี่ยงข้ามถนนสุขุมวิทโดยไม่จำเป็น และด้วยความลงตัวในเรื่องของตารางเวลาในการเดินรถ

       และก่อนที่จะมีคันที่ ๓ และ ๔ นั้น ได้มีการวางเส้นทางเดินรถสำหรับพื้นที่ด้านทิศเหนือถนนสุขุมวิท และมีการนำรถสองคันแรกไปทดลองวิ่ง ทำให้ต้องมีการปรับลดขนาดความยาวของรถลงเล็กน้อยเพื่อสามารถลดความกว้างของวงเลี้ยวให้สะดวกยิ่งขึ้น

       ในท้ัศนะส่วนตัว ยังคงให้น้ำหนักความยากของเรื่องนี้ตรงที่ว่า เราจะออกแบบภาพด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างตัวถังรถให้งดงามได้อย่างไร เพื่อให้เป็นอัตลักษณ์หนึ่งสำหรับรถรางของเมืองแกลง เพื่อให้รู้จักความเป็นเมืองแกลงมากยิ่งขึ้น และเพื่อบอกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในพ.ศ.๒๕๕๓ นี้ได้อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะถูกเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะถูกถ่ายเป็นภาพและจะอยู่กับเมืองแกลงไปอีกนาน

       แน่ล่ะ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่ สร้างขยายขนาดจากแบบจำลองขนาดความสูง ๔๐ เซ็นติเมตรของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีขึ้น ณ สนามกีฬาและสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พระพรรษาในวันที่ ๑๓ มีนาคม ภาพพิธีการในวันดังกล่าว

       และภาพของสุนทรภู่ในวัยหนุ่มที่แตกต่างจากสุนทรภู่ทีอนุสาวรีย์ตำบลกร่ำ เพื่อจะบอกว่าสุนทรภู่มาเยือนเมืองแกลงขณะมีอายุได้เพียง ๒๐ ปีได้ถูกปรุงและนำไปติดไว้ที่รถราง ขสมก. คันที่ ๓

       ส่วนด้านข้างด้านหนึ่ง เป็นภาพการแสดงบนเวทีในงานบุญกลางบ้านปีนี้ ซึ่งได้เลือกเฟ้นภาพของนักแสดงที่กำลังสร้างความสุขแก่ผู้ชมผ่านทางสีหน้า ท่วงท่าอันระคนความสุขไว้ด้วยเช่นกัน

       อีกด้านหนึ่ง เป็นกลุ่มภาพที่แสดงสีสันบรรยากาศงานบุญกลางบ้านใน ๓ พื้นที่ด้วยกัน คือที่ถนนสุนทรโวหาร ที่ซอยศรีประชุมชล (ซอยศาลาต้นโพธิ์) และในแพนั่งชมการแสดงกลางน้ำ (Floating stage) ที่กองช่างทำไว้ทุกปี ภาพความเคลื่อนไหวเหล่านี้เปรียบปานไปก็เหมือนเป็นอวัยวะสำคัญของนายบุญกลางบ้านที่มีอายุล่วงเลยมาแล้วถึง ๖ ปี

       เมื่อกล่าวถึงรถราง ขสมก. คันที่ ๔ ภาพขบวนเรือที่แห่จากด้านทิศใต้ของเมืองขึ้นไปจากศาลาต้นโพธิ์พร้อมต้นผ้าป่าบนหัวเรือเพื่อไปร่วมพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ปีนี้ ณ สนามกีฬาฯ เทศบาลซึ่งอยู่ในย่าน "บ้านดอนเค็ด" ซึ่งสุนทรภู่เคยมาเยือนเมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๙ เป็นภาพขณะผ่านบริเวณโรงเืลื่อยเก่าที่อยู่ตรงข้ามกับตรอกขี้หมู และไปไกล ๆ เห็นสะพาน ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน แสงเงา องค์ประกอบของภาพนี้งดงามชนิดที่ไม่ต้องตัดสินใจเพราะมีตัวเลือกอื่นใด ๆ เลย สรุปได้ง่ายมากว่าต้องเป็นภาพนี้

       ส่วนด้านหลัง เป็นภาพต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ อายุมากปลายตรอกขี้หมูที่ผู้คนไม่สู้จะผ่านตาเหมือนต้นโพธิ์ที่ศาลาต้นโพธิ์ มีการนำภาพสะพาน ๑๐๐ ปีฯ มาปรุงไว้ และภาพหมู่ของเด็ก ๆ ที่ช่วยกันให้กำลังใจ ลุ้นเอาใจช่วยเพื่อน ๆ ให้เหยียบหลัง เหยียบไหล่ ไต่เสาไม้ไผ่ขึ้นไปดึงแบ็งค์ที่ผูกไว้ที่ปลายยอด มีความงดงามตามธรรมชาติของเด็ก และแสดงถึงสภาพน้ำในแม่น้ำประแสที่หลายปีมานี้ สามารถจะโดดลงไปเล่นได้

       ภาพด้านข้างรถคันที่ ๔ นี้ เป็นการตอบโจทย์ว่า หากเรานึกถึงเมืองแกลง อะไรที่เราเคยเห็นกันบ่อย ๆ สำหรับผู้คนในหลาย ๆ รุ่นวัย นั่นก็คือ อาคารโรงพักเก่าที่กำหนดให้ก่อสร้างใหม่ตามขนาดรูปทรงเดิมเพื่อจะมาเป็นหอประวัติเมืองกลง และสะพาน ๑๐๐ ปี บ้านตลาดสามย่านที่เราใช้ข้ามคลองประแสกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาแต่อดีต โดยภาพด้านข้างนี้ ได้นำเอาภาพทั้งสองบริเวณในอดีตปี พ.ศ.๒๔๖๖ มาผสมให้ได้เปรียบเทียบและบอกเล่าถึงความคุ้นเคยมาเนิ่นนานของสถานทั้ง ๒ แห่งนี้ โดยมีภาพเทวดาและนางฟ้า พร้อมขบวนกลองยาวแสดงถึงความรุ่งเรืองปิติมาเพิ่มสีสัน

       ภาพอีกด้านหนึ่งที่เหลือ คือภาพที่แสดงถึงกลุ่มบ้านเรือนในพื้นที่ที่เคยรุ่งเรืองมาแต่อดีต คือบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแกลงหลังเก่า ตั้งแต่ปากตรอกขี้หมู ไปจนถึงทางลงไปสะพาน ๑๐๐ ปีฯ บ้านด้านซ้ายเป็นภาพบ้านเก่าที่ยืนยาวมาจนปัจจุบัน ส่วนภาพเก่าโทนสีหม่นนั้น ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปมากพอสมควร แต่ก็ยังพอเหลือบ้านเก่าให้เห็นเป็นเค้าให้พอได้ชื่นใจอยู่บ้าง และเพื่อเป็นจุดสนใจ จึงได้ดึงเอาภาพนางรำที่ยิ้มแย้มและมีการแสดงออกถึงท่าทางการร่ายรำที่สมส่วน โดยเฉพาะนางรำด้านซ้าย พร้อมตัวโขนมาเป็นองค์ประกอบ

       การเลือกภาพจากฐานข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้เป็นพัน ๆ ภาพจึงปรากฏออกมาที่ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ด้วยความทุกข์ใจเรื่องเวลาที่จำกัด ด้วยความยากในการเลือกสรร การค้นหาแก่นของเรื่องเพื่อประมวลให้เป็นภาพเดียว และการลงมือปรุงภาพให้งามของผู้ทำ ให้สมกับความพยายามของผู้ถ่าย เมื่อเสร็จแล้วก็โล่งใจ เพราะรถขสมก.นี้เป็นสมบัติของชาวเมืองแกลงทั้งเมืองที่จะใช้ร่วมกันไปอีกนาน หากคิดใช้ประโยชน์เพียงแค่สำหรับเดินทางไปมา ก็คงได้ประโยชน์เพียงส่วนเดียว

       คุณค่าของขสมก.นี้จึงควรแสดงถึงอัตลักษณ์ของเมืองเพื่อให้รถขสมก.นี้ได้วิ่งตีกระดิ่ง แก๊งค์ ๆ แก๊งค์ ๆ ให้ผู้คนได้รู้สึกรัก ผูกพันและภาคภูมิใจในการอยู่เมืองแกลงอยู่ทุก ๆ วัน  
      

    


 

01 สิงหาคม 2553

เกษตรเมือง...เมืองเกษตร

อย่ากลับบ้านมือเปล่า..รบแพ้ก็ขนข้าวขนเสบียงกลับพม่าไปด้วย
       พม่าอยากได้กรุงศรีอยุธยาเป็นนักหนา...เพราะอยุธยาและเมืองบริวารเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" และหลายครั้งที่พม่าต้องยกทัพกลับเพราะน้ำเหนือหลากท่วมทุ่ง
    
มีสักกี่ภูมิภาคบนโลกใบนี้ที่ปลูกข้าวได้สบาย
       แขกตะวันออกกลางอาหรับเข้ามาจับจองพื้นที่ทำนาเมืองไทย เพราะบ้านเขามีแต่ทะเลทราย ทั้งที่ร่ำรวยจากน้ำมันมหาศาล แต่น้ำมันและเงินทองกินไม่ได้ ต่อให้รวยแต่ไม่มีอาหารที่ต้องพึ่งพาจากประเทศอื่นให้จับจ่าย จะมีชีวิตอยู่ยังไง

ดินฟ้าอากาศชวนให้ยึดไทยเป็นอาณานิคม
       ไม่นับรวมยุคล่าอาณานิคมของชาวตะวันตกในช่วงรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมา เพราะประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรในทวีปเอเชียอย่างบ้านเราและประเทศเพื่อนบ้านนี้ มีความอุดมสมบูรณ์พูนพร้อมไปเสียหมด ทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ พืชภัณฑ์ธัญญาหาร ที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งหรือคนทั้งประเทศจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงจากแหล่งดิน แหล่งน้ำ สภาพภูมิประเทศที่เือื้อต่อการผลิตอาหาร

การพัฒนาที่รุกขยายกินพื้นที่เพาะปลูก
       มาวันนี้ เมื่อประชากรของเราเพิ่มมากขึ้น สภาพความเป็นเมืองที่วุ่นวายสับสนไปด้วยผู้คน บ้านช่อง รถรา การทำมาค้าขาย ฯ ก็ขยายตัวกว้างออกไป ไปทำลายพื้นที่ที่เคยเพาะปลูก เคยทำเกษตร เคยเป็นแหล่งผลิตอาหารทั้งข้าว พืชผัก ผลไม้ หมูเห็ดเป็ดไก่ กุ้งหอยปูปลาไว้เลี้ยงดูเรา

คนแกลงกินผัก...จากที่ไหน ?
       เมื่อสักยี่สิบปีก่อน ยังได้ยินได้รู้ว่า เขาปลูกผักกันมากที่ตลิ่งชัน รังสิต ปทุมธานี นนทบุรี มาบัดนี้บริเวณที่ว่ากลายเป็นตลาดค้าส่งพืชผักผลไม้ไปแล้ว โดยหมดสภาพการเป็นพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกผลิตอาหาร และต่อ ๆ ไป เมืองก็จะขยายวงไปไล่ที่เพาะปลูกทำกินออกไปอีกเรื่อย ๆ

       การพัฒนาเมืองจึงเป็นอันตรายหากไม่ยั้งคิดและไปทำลายแหล่งอาหารของตัวเองเสียหมด

       เมื่อสภาพพื้นที่ถูกเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ไปเป็นเมือง สภาพสังคม การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนไปตาม จากที่เคยมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารจากดินและน้ำ ก็กลายเป็นการสร้างความก้าวหน้าใ้ห้ชีวิตโดยคิดไปเป็นมนุษย์เงินเดือน จากที่เคยมีที่ทางหลังบ้านสำหรับปลูกพืชผักสวนครัวกันไว้บ้าง ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้ชีวิตที่ต้องหาเงินมาเพื่อ "ซื้อ" ทุกอย่าง โดยผลิตข้าวปลาอาหารกินเองไม่เป็นเหมือนเดิมเสียแล้ว

เป้าใหญ่คือการลงทุน..คนจึงต้องไหลเข้าโรงงานและ
รัฐเองไม่ให้ค่ากับการสร้างงานที่เหมาะกับ
สภาพแวดล้อมของประเทศ
       คุณค่าพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ว่าที่จริงน่าจะอยู่ตรงแค่เพียงรู้จักหาน้ำ หาอาหาร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์มาสำหรับประทังชีวิตเท่านั้น หากเราทำอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ทำพื้นฐานตรงนี้ไม่ได้ ฤาจะเป็นการดูถูกตัวเราเองเกินไปหน่อยหรือเปล่า

       ถ้าคนในเมืองมุ่งแต่การเป็นผู้ซื้อ โดยผลิตเองไม่เป็น เมืองก็เป็นเมืองที่ต้องพึ่งพาอาหารจากแหล่งอื่นไปโดยปริยาย

        แล้วเมื่อใดที่เขาไม่มีอาหารมาขายให้ หรือเพราะเขาผลิตไม่ได้ หรือเกิดจากปัญหากลไกการตลาด หรือเราเองหาเงินไปซื้อไม่ได้ เราจะอยู่กันอย่างไร

       เรามุ่งแต่ส่งเสริมการสร้างงาน สร้างโครงการ สร้างรายได้ แต่โครงการที่สร้างนั้น หากเราหวังเพียงเม็ดเงินรายได้ แต่ไปขัดกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่ตั้ง พื้นที่ที่เหมาะแก่การเป็นแหล่งเพาะปลูกอย่างประเทศไทยก็จะถูกทำลายอยู่ตลอดเวลา

จะเหลือสักกี่คนที่มีทุนรอนลงทุนระบบฟาร์มปิดได้แบบนี้
       เราส่งเสริมการสร้่างพื้นที่ให้เป็น "นิคมอุตสาหกรรม" แต่เราไม่เคยใส่ใจกับการลงทุนด้านชลประทานว่าได้ทำไปแล้วเท่าไร และถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ และเราไม่เคยได้ยินคำว่า "นิคมเกษตรกรรม"

       เช่นเดียวกัน เราไล่ทุบ "เมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวน..." ออกไป แล้วไล่ต้อนคนจำนวนมากป้อนโรงงาน

       การพัฒนาเมืองในวันนี้ จึงต้องเร่งกอบกู้กระบวนทัศน์ และวิธีคิดต่อการพัฒนาโดยตรึงความเหมาะสมของชัยภูมิพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาธรรมชาติเป็นตัวยาตราการพัฒนาเืมือง เป็นตัวของตัวเอง

       ที่แกลง...
หนทางเดียวที่เราจะอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของพืชภัณฑ์ธัญญาหารต่อไปได้
หนทางเดียวที่จะทำให้คนรายได้น้อยหรือแทบไม่มีรายได้จะสามารถอยู่ต่อไปได้
หนทางเดียวที่จะทำให้ผู้มีฐานะอยู่ได้อย่างมั่นคง
ก็ด้วยการพยายามไม่่เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำเกษตร ทำไร่นาสวนไปเป็นอย่างอื่น
ไม่ระวังให้ดี ลองกองอาจเป็นเพียงตำนาน
ก็ด้วยการพยายามตรึงและรักษาแหล่งน้ำ คูคลองหนองบึงให้มีสภาพเหมาะแก่การอุปโภคบริโภคและการทำเกษตร
    
       ในเมืองแกลงเอง....ซึ่งมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสภาพเมือง เป็นบ้านเรือนร้านค้าและห้องหับ
น้ำและป่าชายเลนที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
บ้านพึ่งพาตนเองได้ เมืองก็จะพึ่งพาตนเองได้
แม้จะต้องจับจ่ายหาซื้อของกินไปหลายส่วนแล้วก็ตาม ก็ต้องนึกย้อนอดีตในวันที่เรามีสวนหลังบ้านไว้ให้คอยเก็บโน่นนี่มาทำกินเอาไว้  แล้วลงมือปลูกตรงหลังบ้าน ที่ระเบียง ที่ดาดฟ้า หรือที่รั้วบ้าน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมผู้ที่ทำเกษตรในเมืองกันไว้ต่อไปให้มีหน้าที่คอยผลิตพืชผักผลไม้ไว้จับจ่ายซื้อขายกันเองในพื้นที่ พัฒนาระบบการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ให้ก้าวหน้าเลี้ยงตัวได้ เพื่อไม่ต้องเอาปากท้องไปผูกไว้แต่เฉพาะผู้ผลิตขนาดใหญ่ในระบบฟาร์มปิด และไม่ต้องพาตัวเองไปตกอยู่ในสภาพลูกจ้าง รับจ้างเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ให้บริษัท ผู้มีที่ทางมากสักหน่อย ก็อย่าปล่อยไว้เปล่า เอามาทำนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ที่เคยเป็นความถนัดของชาวเรามาแต่ไหนแต่ไร รวมถึงเทศบาลและหน่วยงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องขับเคลื่อนเพื่อจะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและ้น้ำเอาไว้เป็นต้นทุนสำคัญสำหรับเมือง
  
       น้ำ และอาหารวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ และจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนมากขึ้น แหล่งน้ำแหล่งเพาะปลูกลดลง

       และถ้ามีใครมาบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความ "เชย"  ก็จงย้อนกลับไปว่า เขาผู้นั้น ก็กินความเชยอยู่วันละสามมื้อทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง