ถ้าเกิดคำถามว่า...เมื่อนึกถึงอำเภอแกลง เรานึกถึงอะไร?
หากจะตอบแบบปัจจุบันทันด่วน เราคงนึกถึงสัญลักษณ์ของอำเภอแกลง เช่น อนุสาวรีย์สุนทรภู่ แหลมแม่พิมพ์ ผลไม้อย่างทุเรียน เงาะ หรือของจากทะเลอย่าง กะปิ น้ำปลา ฯ
แต่หากเวลาเราเอ่ยถึง "ตลาดสามย่าน" ที่เป็นภาพพื้นที่หลัก ศูนย์กลางของอำเภอแกลงแล้ว สิ่งแรก ๆ ที่เราเห็นเป็นภาพของตลาดสามย่านขึ้นมาทันทีคืออะไร?
ภาพสำคัญ ๆ ที่เราเห็น ก็คงจะเป็นภาพถนนสายหลักอย่าง "ถนนสุนทรโวหาร" ที่มีมาแต่ดั้งแต่เดิม และที่เรานึกถึงขึ้นมาทันทีเป็นเพราะ ถนนสุนทรโวหารนี้ เป็นถนนที่ตัดเฉียดชิดคลองสามย่าน (คลองประแส) เป็นสายแรก ประหนึ่งเป็นเครื่องบอกวันเวลาที่คนเมืองแกลง ได้เริ่มขยับชีวิตประจำวันและการทำมาหากินที่ต้องอิงน้ำอิงคลองมาอยู่บนฝั่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เราจึงนึกถึงถนนสุนทรโวหาร เป็นภาพแรก ๆ ของคำว่า "ตลาดสามย่าน"...
เพราะถนนสุนทรโวหาร เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเรือนร้านรวงที่สร้างขึ้นมาแต่ยุคแรก ช่วงปี พ.ศ.๒๔๕๑ นับแต่ย้ายเมืองแกลง จากบ้านดอนเค็ด บริเวณวัดโพธิ์ทองพุทธาราม มาอยู่ ณ บ้านตลาดสามย่าน จากนั้น บ้านเรือนร้านค้าจึงค่อย ๆ ขยับขยาย "ห่างคลอง" ออกไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน
เพราะถนนสุนทรโวหาร เป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการที่สำคัญแต่อดีตมาเนิ่นนานจนคุ้นเคยและชินตาอยู่ ๒ แห่งด้วยกัน
หนึ่งนั้นคือ เรือน "ที่ว่าการอำเภอแกลง" ที่สร้่างขึ้นหลังจากย้ายที่ตั้งเมืองแกลงมาอยู่บ้านตลาดสามย่านในปี พ.ศ.๒๔๕๑ ไม่นาน และเคยมีหลายส่วนราชการปฏิบัติงานในเรือนที่ว่าการหลังนี้
และอีกแห่งหนึ่งคือ เรือน "สถานีตำรวจภูธรอำเภอแกลง" ที่ชาวบ้านมักเรียกถนัดกว่าว่า "โรงพัก"
เรือนทั้งสองแห่ง แม้ปัจจุบัน ทั้งที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจจะได้ย้ายออกไปอยู่ในสถานที่แห่งใหม่แล้ว แต่คนเมืองแกลงในวัยยี่สิบปีขึ้นไป ย่อมนึกเอาภาพของเรือนทั้งสองแห่งนี้ ว่าเป็นส่วนสำคัญของคำว่า "ตลาดสามย่าน" อย่างมิต้องไปคิดเป็นอื่น
ทั้งหมู่บ้านเรือนแต่เดิม เรือนที่ว่าการอำเภอ เรือนโรงพัก บนถนนสุนทรโวหาร เหล่านี้จึงคือ "สิ่งแวดล้อมทางศิลปกรรม" ที่เปรียบได้ดังองคาพยพส่วนสำคัญของ "ตลาดสามย่าน" อำเภอแกลงล่ะฉะนี้แล
07 มีนาคม 2554
11 มกราคม 2554
ชาวแกลง...อยู่มาอย่างไร...และเรา...จะอยู่กันอย่างไรต่อไป
| |||||||
13 ธันวาคม 2553
ลำนำเพลงแห่งสายพาน ลำเลียงงานเทศบาลได้ก้าวไป
![]() |
| บันไดสู่ดาว ไม่เอาขาหยั่งทำงานง่าย หลังคาทำจากกล่องนม |
![]() |
| กว้างขึ้นทั้งรางลำเลียงและพื้นที่ทำงาน |
เครื่องสายพานคัดแยกขยะเครื่องที่สองนี้ ได้ออกแบบปรับปรุงจากเครื่องแรกดังนี้
๑ สร้างขึ้นใหม่ ไม่ดัดแปลงมาจากวัสดุมือสอง
๒ ความกว้างของรางมีขนาดกว้างกว่าเครื่องแรกคือ ประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ช่วยเพิ่มพื้นที่ลำเลียงขยะได้มากขึ้นในเวลาที่เท่ากัน
๓ เปลี่ยนตัวสายพานเป็นชนิดวัสดุแบบยางรถยนต์ ช่วยการยึดเกาะให้กับวัสดุขยะได้ดีขึ้น
๔ ด้านปลายของสายพาน ยกมุมให้สูงขึ้นมากพอที่จะอยู่เหนือกว่าระดับความสูงของแซงรถยนต์ เพื่อไม่ต้องเกลี่ยขยะให้กองต่ำลงเวลาไหลลงรถจนกองสูงติดยอดสายพาน
๕ ตัวโม่เล่ย์ขับเคลื่อนสายพานใช้เป็นโซ่คล้ายโซ่รถจักรยานแทนชนิดยาง ทำให้มีแรงดึงมากขึ้น
๖ แกนโม่เล่ย์ยาวกว่าเดิม เพื่อมิให้เศษขยะไหลมาพันโม่เล่ย์จนทำให้ต้องหยุดเดินเครื่อง
๗ ลานกองขยะก่อนขึ้นสายพานได้รับการออกแบบให้มีระดับสูงจากพื้นดินและสูงกว่าจุดเริ่มต้นของสายพาน ช่วยให้ไม่ต้องโกยใส่เข่ง แล้วยกเข่งเทใส่สายพาน ทำให้ลดจำนวนคนยกเข่งลงได้ ๒ คนและลดการใช้กำลังของคนคาดขยะลง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ
๘ ข้างรางสายพาน มีการออกแบบชั้นยืนแบบขั้นบันใดและราวกันตก โดยไม่ต้องเพิ่มเสาตั้งกับพื้นให้เกะกะยุ่งยากในการทำความสะอาดเหมือนแบบเก่าที่เป็นแบบโต๊ะมีขา
๙ หลังคากันแดด กันฝน ถูกออกแบบให้มีระดับสูงโปร่งขึ้นกว่าเดิม เพิ่มความสะดวกในการทำงาน
![]() |
| รางระบายน้ำเสียที่จะใช้ระบบพฤกษาบำบัด |
ในลำดับต่อไปจะได้เพิ่มจำนวนรถขยะจากเดิม ๒ เที่ยวรถหกล้อ กับอีก ๑ คันปิคอัพ เป็น ๓ เที่ยวรถหกล้อ กับอีก ๑ คันปิคอัพ และเตรียมจะหันกลับไปปรับปรุงสายพานคัดแยกขยะเครื่องเก่าให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นอีกในทุก ๆ ส่วนที่ได้มีประสบการณ์มาแล้ว
![]() |
| ยกระดับพื้นกองขยะให้สูงขึ้น คาดขยะใส่สายพานได้ไม่ต้องโกยใส่เข่ง |
11 ธันวาคม 2553
เกษตรเมือง..คือเกษตรกรรมที่ทำในเมือง
อย่างไรเสีย...ก็คงจะป่วยการไปร้องแรกแหกกระเฌอเที่ยวหาที่ดินเป็นสิบไร่ร้อยไร่พันไร่เพื่อทำฟาร์มผัก และแม้ว่าหาได้มัีนก็ไม่ใช่ชีิวิตของคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ถึงออกไปทำไร่ทำสวน มันก็คงไม่จีรัง ดั่งผู้มีฐานะ อยากมีบ้านพักชายทะเล เมื่อซื้อบ้านพักชายทะเลไว้แล้ว ก็เห่อแห่กันมาสักพักหนึ่ง นักเข้าเมื่อปลีกเวลาแหวกมาพักผ่อนไม่ค่อยได้ ด้วยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในเมือง ก็ร้างลาบ้านพักชายทะเลกันไปเสียโดยมาก
ฉันใดก็ฉันนั้น งานการต่าง ๆ แม้แต่เรื่องการทำเกษตรในเมือง หากจัดแจงได้ไม่ลงตัวต่อการดำเนินชีวิตประจำวันแล้วไซร้ ก็คงไม่สู้ได้ประโยชน์อะไร
เรื่องแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในเมืองแกลงหันกลับมานึกถึงและลงมือทำสวนอาหารหลังบ้านเหมือนแต่ก่อนที่รอบบ้านหลังบ้านมีพืชอาหารกันเต็มไปหมดนั้น หากไม่ลงมือทำนำร่องไปก่อนแล้ว ก็คงป่วยการ ด้วยลำพังเอาแต่กู่ก้องร้องตะโกนให้มาอบรม ๆ ๆ และอบรม โดยไม่ทำอาการ "ปฏิบัติบูชา" นั้นมันจะเข้ากับยุคสมัยเกินไป เหตุดังกล่าว เทศบาลตำบลเมืองแกลง จึงอาศัยที่อยู่สองสถาน คือรอบเสาธงหน้าสำนักงานเทศบาล และดาดฟ้าอาคารป้องกันฯ ลงมือทำเพื่อชู ให้ดูแล้วเห็นเป็นประจักษ์ ว่า เพียงความใส่ใจ ใส่เข้าไปใ้ห้ดินและน้ำเท่านั้น พืชอาหารอันหลากหลายก็เกิดขึ้นให้เราไว้บริโภคกันได้
หลักง่าย ๆ ที่ควรพิจารณาก่อนลงมือทำเกษตรเมือง คือ
ทำอะไรที่มันง่าย ๆ เอาแต่พอตัวพอกำลังของตน สอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน และเป็นไปได้เสียก่อนเป็นเบื้องต้น
อย่าไปหวังผลผลิตว่าจะออกมาเป็นบิ๊กล็อต แต่ไปเรื่อย ๆ ดั่งน้ำซึมบ่อทราย
อยากกินอะไร ใคร่ครวญว่าเป็นไปได้ ก็ปลูกอย่างนั้น
พิจารณาสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่พอจะใช้ในการปลูกได้บ้างก่อนลงทุนซื้อ ๆ ๆ
มองหาที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่าง ให้มีที่ว่าง แต่หากหาที่ว่างไม่ได้จริง ๆ ก็ปลูกมันในภาชนะอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ที่เปลือง
ดูทางแดดทางลม ดูชนิดต้นไม้ที่จะปลูกไว้บ้าง เพราะมันขึ้นอยู่กับดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ เช่นดอกทานตะวันทำไมหันรับแสงอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ
ข้อพินิจต่อไปคือ เกษตรเมืองที่หมายถึงเกษตรกรรมที่ทำแต่ในเมืองนั้น ทำแล้วได้อะไร เมื่อได้ลงมือทำก็จะพบว่า เมื่อเราใฝ่ใจ ก็จะได้ความสุขใจ ได้พืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทาน ได้รู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สามารถดำเินินชีวิตได้ด้วยการเพาะปลูก
ตั้งหลักให้ดี มองกระบวนการด้วยความพึงพอใจทั้งมรรคและผล เพื่อสิ่งที่เขาบอกว่า ปลูกพืชผลแล้วไม่มีกำไร จะไม่มีวันย่างกรายมาใกล้เราอย่างแน่นอน
ู
![]() |
| แปลงผักหน้าสำนักงานเทศบาลฯ |
เรื่องแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในเมืองแกลงหันกลับมานึกถึงและลงมือทำสวนอาหารหลังบ้านเหมือนแต่ก่อนที่รอบบ้านหลังบ้านมีพืชอาหารกันเต็มไปหมดนั้น หากไม่ลงมือทำนำร่องไปก่อนแล้ว ก็คงป่วยการ ด้วยลำพังเอาแต่กู่ก้องร้องตะโกนให้มาอบรม ๆ ๆ และอบรม โดยไม่ทำอาการ "ปฏิบัติบูชา" นั้นมันจะเข้ากับยุคสมัยเกินไป เหตุดังกล่าว เทศบาลตำบลเมืองแกลง จึงอาศัยที่อยู่สองสถาน คือรอบเสาธงหน้าสำนักงานเทศบาล และดาดฟ้าอาคารป้องกันฯ ลงมือทำเพื่อชู ให้ดูแล้วเห็นเป็นประจักษ์ ว่า เพียงความใส่ใจ ใส่เข้าไปใ้ห้ดินและน้ำเท่านั้น พืชอาหารอันหลากหลายก็เกิดขึ้นให้เราไว้บริโภคกันได้
![]() |
| ใบเตย ผักหวาน กระเพราะ ชะพลูในกระถาง |
ทำอะไรที่มันง่าย ๆ เอาแต่พอตัวพอกำลังของตน สอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน และเป็นไปได้เสียก่อนเป็นเบื้องต้น
อย่าไปหวังผลผลิตว่าจะออกมาเป็นบิ๊กล็อต แต่ไปเรื่อย ๆ ดั่งน้ำซึมบ่อทราย
อยากกินอะไร ใคร่ครวญว่าเป็นไปได้ ก็ปลูกอย่างนั้น
พิจารณาสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่พอจะใช้ในการปลูกได้บ้างก่อนลงทุนซื้อ ๆ ๆ
มองหาที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่าง ให้มีที่ว่าง แต่หากหาที่ว่างไม่ได้จริง ๆ ก็ปลูกมันในภาชนะอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้ที่เปลือง
ดูทางแดดทางลม ดูชนิดต้นไม้ที่จะปลูกไว้บ้าง เพราะมันขึ้นอยู่กับดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ เช่นดอกทานตะวันทำไมหันรับแสงอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ
ข้อพินิจต่อไปคือ เกษตรเมืองที่หมายถึงเกษตรกรรมที่ทำแต่ในเมืองนั้น ทำแล้วได้อะไร เมื่อได้ลงมือทำก็จะพบว่า เมื่อเราใฝ่ใจ ก็จะได้ความสุขใจ ได้พืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทาน ได้รู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สามารถดำเินินชีวิตได้ด้วยการเพาะปลูก
ตั้งหลักให้ดี มองกระบวนการด้วยความพึงพอใจทั้งมรรคและผล เพื่อสิ่งที่เขาบอกว่า ปลูกพืชผลแล้วไม่มีกำไร จะไม่มีวันย่างกรายมาใกล้เราอย่างแน่นอน
ู
รถขสมก.ขยายพื้นที่บริการครอบคลุม ๑๑ จาก ๑๓ ชุมชนแล้ว
![]() |
| เส้นทางจากแหลมยาง ไปในยาง โพธิ์ทองมุ่งสู่สนามกีฬาฯ รอบเย็น |
![]() |
| สายหนองควายเขาหัก พลงช้างเผือก หนองกระโดงขากลับจากสนามกีฬาฯ |
![]() |
| ขสมก.คันเดิมแต่ขยายพื้นที่บริการอีกสามชุมชน |
![]() |
| เด็ก ๆ และผู้ใหญ่สบายใจ ไปสนามกีฬาฯ |
จึงยังคงเหลือพื้นที่ที่บริการรถขสมก.ยังไปไม่ถึงคือ ชุมชนดอนมะกอก และหนองแหวน(บางส่วน) เนื่องจากเป็นชุมชนที่ต้องเดินทางด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ (ถนนสุขุมวิท) และถนนบ้านบึง แกลง ซึ่งรถยนต์ทางไกลค่อนข้างทำความเร็วสูง และชุมชนอาจมีจำนวนประชากรไม่มากนัก แต่กระนั้นก็ดี ในอนาคตก็อาจนำมาพิจารณาขยายบริการรถขสมก.ได้ต่อไป
สิ่งที่ต้องกำหนดไว้ในใจคือ ทำอย่างไรจึงจะจัดสวัสดิการสู่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับความตระหนักถึงการสร้างวินัยในการใช้รถร่วมบริการอย่างรถขสมก. (ขนส่งเมืองแกลง) นี้ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สภาพภูมิอากาศในเมืองแกลง แทนการมุ่งใช้แต่ยานยนต์ส่วนต้ัว
09 ธันวาคม 2553
ขยายเขตปลอดถังขยะที่อีกถนนสองสายหลัก (โพธิ์ทองและแหลมยาง)
![]() |
| ถนนโพธิ์ทองและถนนแหลมยางที่ปลอดถังขยะ |
![]() |
| บริเวณกองขยะที่หมักหมมเดิมได้รับการปรับปรุงและยกเลิกถังขยะแล้ว |
เขตปลอดถึงขยะทั้งสองโซนนี้ ได้เริ่มเก็บถังขยะขึ้นมาแต่วันที่ ๔ หลังจากได้ตัดหญ้าข้่างทางและเก็บขยะตกค้่างเรียบร้อยแล้ว คาดว่าปัญหาถังขยะมอมแมม และจุดตั้งถังขยะมีขยะตกค้่างตลอดเวลาคงจะหมดไป ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น และรอการประเมิน
| ภูมิทัศน์หัวถนนแหลมยางหลังจากยกเลิกถังขยะแล้ว |
ถามว่า...เทศบาลกับชาวบ้านร่วมกันทำเขตปลอดถังขยะแล้วได้อะไร...
| ภูมิืทัศน์สองฝั่งทางก่อนถึงแยกเข้าสวนสุขภาพ |
06 ธันวาคม 2553
ข้าวจากนา ณ เมืองแกลง
เรื่องข้าว ๆ นี่ เอาเข้าจริง ดูจะยังไม่ควรจบเพียงแค่การส่งเสริมชาวเมืองแกลงให้กลับมาปลูกเพียงแค่นั้นเสียแล้ว...
เพราะว่าที่จริง ยังมีเรื่องให้ต้องคิดต่อและทำต่อสำหรับเรื่องข้าว อาหารหลักที่เราต้องทานวันละสามเวลากันไปตลอดชีวิต อย่างน้อยข้อที่ควรคิดสงสัยนั่นคือข้าวที่เราทานอยู่นั้น
มาจากโรงสีไหน
มาจากดินและน้ำจังหวัดไหนกัน
เขาปลูกกันแบบไหน
เป็นข้าวพันธุ์อะไร ไหนล่ะ..ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นของเรา
ข้าวที่ปลูกในบ้านเรา ส่งไปสีไปขายกันที่ไหน
ความที่เป็นข้าวกล้อง และข้าวสารต่างกันตรงไหน ฯ
ควบคู่ไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ประเด็นข่าวเรื่องข้าวจากอดีตถึงปัจจุบันที่เคยได้ยินและควรใส่ใจ อาทิ คณะกรรมการข้าว การแทรกแซงราคาข้าว การรับจำนำข้าวเปลือก การลงทุนกิจการปลูกข้าวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การเปลี่ยนที่นาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งหรือรีสอร์ทในบางพื้นที่ ประเทศตะวันออกกลางเข้ามาหาพื้นที่ทำนาในบ้านเรา เวียดนามปลูกข้าวส่งออกแย่งกันเป็นอันดับ ๑ กับไทย ฯ
เมื่อย้อนกลับมาที่เมืองแกลง แต่เดิมมา เคยปรากฏในเอกสารของทางอำเภอแกลงว่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของเมืองแกลงชนิดหนึ่ง คือ ข้าว ซึ่งมีปลูกกันทั่วไปในย่านตำบลทางเกวียน ตำบลบ้านนา ตำบลทุ่งควายกิน ทุ่งเนินทราย เนินฆ้อ ชากกะโดน บ้านนาซา บ้านคลองปูน พังราด ช้างข้าม พื้นที่ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนมีมือคลองไหลทอดตัวอยู่ทั่วไป ทำให้ระบบน้ำสำหรับปลูกข้าวเป็นไปด้วยดี
แต่เมื่อธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเริ่มมีบทบาทและมีผลกำไรงาม ชาวนาก็หันไปปรับพื้นที่หรือขายที่เพื่อเลี้ยงกุ้ง อาชีพทำนาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งบางพื้นที่ก็ปล่อยให้ที่นาเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามาหลายสิบปี โรงสีข้าวก็พลอยซบเซาปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก คงเหลือแต่โรงสีขนาดย่อมที่ชาวนาเอาข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารเก็บไว้พอกินเป็นเดือน ๆ ไป
แล้วข้าวที่เรากินอยู่นั้น ขนมาจากไหน...
เส้นทางการขนส่งข้าวมาบ้านเรา มาจากทั้งทางระยอง และแปดริ้ว รวมถึงหลายจังหวัดในภาคอีสาน ก็ด้วยความที่เขามีโรงสีขนาดใหญ่ และรับซื้อข้าวเปลือกไปทั่ว ไม่เฉพาะเอาแต่ข้าวเปลือกที่ปลูกจากดินในพื้นที่ของตนเท่านั้น นี่คือการดำเนินงานที่เอาธุรกิจและผลกำไรเป็นตัวนำ
ย้อนกลับมาที่เมืองแกลงอีกครั้ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเข้าฤดูเกี่ยวข้าวปีนี้แล้ว ก็ได้ตัดสินใจที่จะค้าข้าวด้วยอีกทางหนึ่ง โดยมีเป้าหมายคือ ความต้องการที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวในพื้นที่กันให้มากขึ้น แต่หากยังคงใช้วิธีเดิมคือ ตั้งโครงการแล้วหาหนทางสนับสนุนเมล็ดข้าวหรือปุ๋ย ก็จะทำได้จำกัดแต่ในวงเขตพื้นที่ ไปไม่ได้ไกลและเหมือนจะใช้งบประมาณไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงหันมาใช้วิธีไปซื้อข้าวกล้องจากโรงสีในพื้นที่อยู่สองโรง ที่วังหินโรงหนึ่ง และที่เนินยางอีกโรงหนึ่ง รวมถึงไปซื้อข้าวเปลือกตรงจากชาวนาด้วย เพื่อต้องการให้เป็นข่าว ให้ได้รู้ว่าวันนี้เทศบาลสนับสนุนให้ข้าวมีทางไป มีทางระบาย และในอีกทางหนึ่ง ทุนที่ใช้ในการดำิเนินงาน ทั้งสำหรับการหมุนเวียนซื้อขาย การซื้อข้าวเปลือกมาสต็อกไว้ ก็ใช้วิธีระดมทุน ตั้งเป็นหุ้นข้าว หุ้นละหนึ่งร้อยบาท สมาชิกสามารถซื้อได้ไม่เกินคนละสิบหุ้น ซึ่งเปิดรับสมัครจากประชาชนทั่วไปตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชนรู้จักเรื่องของการออม การรู้จักดำเนินธุรกิจแบบกลุ่ม การมีรายได้จากเงินปันผล โดยมาถึงขณะนี้มีสมาชิกร่วมหนึ่งร้อยราย และยังคงเปิดรับสมัครอยู่
ทั้งนี้ ข้าวกล้องหรือข้าวสารตรา "ข้าวแกลง" ที่ผลิตออกจำหน่าย มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นข้าวที่ปลูกจากดินและน้ำในเมืองแกลงเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการเดินทางขนส่งอาหารจากเมืองอื่นอันจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง
ข้าวตรา "ข้าวแกลง" จึงเป็นอีกหนึ่งน้ำพักน้ำแรงทั้งจากชาวนาและชาวเราธรรมดา ๆ ในพื้นที่ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยกันทำมาค้าขาย สร้า่งเสริมรายได้ของผู้คนในพื้นที่ ที่สามารถพูดได้ชัด ๆ ว่า หากต้องการมีดินน้ำและสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนต้องมีหนทางที่จะสร้า่งรายได้ให้เกิดขึ้นได้ด้วย จึงจะเกิดความยั่งยืน
เพราะว่าที่จริง ยังมีเรื่องให้ต้องคิดต่อและทำต่อสำหรับเรื่องข้าว อาหารหลักที่เราต้องทานวันละสามเวลากันไปตลอดชีวิต อย่างน้อยข้อที่ควรคิดสงสัยนั่นคือข้าวที่เราทานอยู่นั้น
มาจากโรงสีไหน
มาจากดินและน้ำจังหวัดไหนกัน
เขาปลูกกันแบบไหน
เป็นข้าวพันธุ์อะไร ไหนล่ะ..ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นของเรา
ข้าวที่ปลูกในบ้านเรา ส่งไปสีไปขายกันที่ไหน
ความที่เป็นข้าวกล้อง และข้าวสารต่างกันตรงไหน ฯ
ควบคู่ไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ประเด็นข่าวเรื่องข้าวจากอดีตถึงปัจจุบันที่เคยได้ยินและควรใส่ใจ อาทิ คณะกรรมการข้าว การแทรกแซงราคาข้าว การรับจำนำข้าวเปลือก การลงทุนกิจการปลูกข้าวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การเปลี่ยนที่นาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งหรือรีสอร์ทในบางพื้นที่ ประเทศตะวันออกกลางเข้ามาหาพื้นที่ทำนาในบ้านเรา เวียดนามปลูกข้าวส่งออกแย่งกันเป็นอันดับ ๑ กับไทย ฯ
เมื่อย้อนกลับมาที่เมืองแกลง แต่เดิมมา เคยปรากฏในเอกสารของทางอำเภอแกลงว่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของเมืองแกลงชนิดหนึ่ง คือ ข้าว ซึ่งมีปลูกกันทั่วไปในย่านตำบลทางเกวียน ตำบลบ้านนา ตำบลทุ่งควายกิน ทุ่งเนินทราย เนินฆ้อ ชากกะโดน บ้านนาซา บ้านคลองปูน พังราด ช้างข้าม พื้นที่ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนมีมือคลองไหลทอดตัวอยู่ทั่วไป ทำให้ระบบน้ำสำหรับปลูกข้าวเป็นไปด้วยดี
แต่เมื่อธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเริ่มมีบทบาทและมีผลกำไรงาม ชาวนาก็หันไปปรับพื้นที่หรือขายที่เพื่อเลี้ยงกุ้ง อาชีพทำนาจึงลดลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งบางพื้นที่ก็ปล่อยให้ที่นาเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามาหลายสิบปี โรงสีข้าวก็พลอยซบเซาปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก คงเหลือแต่โรงสีขนาดย่อมที่ชาวนาเอาข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารเก็บไว้พอกินเป็นเดือน ๆ ไป
แล้วข้าวที่เรากินอยู่นั้น ขนมาจากไหน...
เส้นทางการขนส่งข้าวมาบ้านเรา มาจากทั้งทางระยอง และแปดริ้ว รวมถึงหลายจังหวัดในภาคอีสาน ก็ด้วยความที่เขามีโรงสีขนาดใหญ่ และรับซื้อข้าวเปลือกไปทั่ว ไม่เฉพาะเอาแต่ข้าวเปลือกที่ปลูกจากดินในพื้นที่ของตนเท่านั้น นี่คือการดำเนินงานที่เอาธุรกิจและผลกำไรเป็นตัวนำ
ย้อนกลับมาที่เมืองแกลงอีกครั้ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเข้าฤดูเกี่ยวข้าวปีนี้แล้ว ก็ได้ตัดสินใจที่จะค้าข้าวด้วยอีกทางหนึ่ง โดยมีเป้าหมายคือ ความต้องการที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวในพื้นที่กันให้มากขึ้น แต่หากยังคงใช้วิธีเดิมคือ ตั้งโครงการแล้วหาหนทางสนับสนุนเมล็ดข้าวหรือปุ๋ย ก็จะทำได้จำกัดแต่ในวงเขตพื้นที่ ไปไม่ได้ไกลและเหมือนจะใช้งบประมาณไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงหันมาใช้วิธีไปซื้อข้าวกล้องจากโรงสีในพื้นที่อยู่สองโรง ที่วังหินโรงหนึ่ง และที่เนินยางอีกโรงหนึ่ง รวมถึงไปซื้อข้าวเปลือกตรงจากชาวนาด้วย เพื่อต้องการให้เป็นข่าว ให้ได้รู้ว่าวันนี้เทศบาลสนับสนุนให้ข้าวมีทางไป มีทางระบาย และในอีกทางหนึ่ง ทุนที่ใช้ในการดำิเนินงาน ทั้งสำหรับการหมุนเวียนซื้อขาย การซื้อข้าวเปลือกมาสต็อกไว้ ก็ใช้วิธีระดมทุน ตั้งเป็นหุ้นข้าว หุ้นละหนึ่งร้อยบาท สมาชิกสามารถซื้อได้ไม่เกินคนละสิบหุ้น ซึ่งเปิดรับสมัครจากประชาชนทั่วไปตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชนรู้จักเรื่องของการออม การรู้จักดำเนินธุรกิจแบบกลุ่ม การมีรายได้จากเงินปันผล โดยมาถึงขณะนี้มีสมาชิกร่วมหนึ่งร้อยราย และยังคงเปิดรับสมัครอยู่
ทั้งนี้ ข้าวกล้องหรือข้าวสารตรา "ข้าวแกลง" ที่ผลิตออกจำหน่าย มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นข้าวที่ปลูกจากดินและน้ำในเมืองแกลงเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการเดินทางขนส่งอาหารจากเมืองอื่นอันจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง
ข้าวตรา "ข้าวแกลง" จึงเป็นอีกหนึ่งน้ำพักน้ำแรงทั้งจากชาวนาและชาวเราธรรมดา ๆ ในพื้นที่ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยกันทำมาค้าขาย สร้า่งเสริมรายได้ของผู้คนในพื้นที่ ที่สามารถพูดได้ชัด ๆ ว่า หากต้องการมีดินน้ำและสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนต้องมีหนทางที่จะสร้า่งรายได้ให้เกิดขึ้นได้ด้วย จึงจะเกิดความยั่งยืน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




















