

ที่โรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลฯ ที่อยู่ในบริเวณที่ดินของอาคารป้องกันฯ นั้น มองจากโรงเรือนแล้วก็พอจะบอกได้ว่า ได้สร้างขึ้นมาใช้งานมานาน อาจจะตั้งแต่สมัยสุขาภิบาลทางเกวียนก็เป็นได้ เพราะตัวโรงเรือนเป็นครึ่งอิฐครึ่งไม้ มีเตาพร้อมปล่องระบายควันอยู่สี่ชุดเพื่อใช้ต้มน้ำร้อนสำหรับลวกสุกรที่เืชือดแล้ว เพื่อขูดเอาขนออกจากผิวของมัน นอกจากนี้ ด้านหลังโรงฆ่าสัตว์นี้ ยังปรากฏมีเสาผูกวัวควายในอาคารด้านหลังที่อยู่ติดกัน แต่ปัจจุบันใช้เป็นที่หมักน้ำชีวภาพและเลี้ยงไส้เดือนแทนแล้ว
ที่โรงฆ่าสัตว์นี้ เดิมมีการฆ่าสุกรวันละราวสองถึงสามตัว แต่ช่วงต้นปีนี้ มีผู้ดำเนินการเป็นสองราย แต่ละคืนจะเชือดราวหกถึงสิบตัว นอกจากจะใช้ฟืนสำหรับต้มน้ำร้อนแล้ว ระยะหลังยังมีแก๊สชีวภาพและก้อนเชื้อเพลิงจากไขมันมาทดแทนอยู่ทุกคืน
การเชือดนี้ แต่ก่อนปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างคือ ขน มูลที่อยู่ในลำไส้ และเศษอวัยวะบางส่วน รวมถึงก้อนเลือด ฯ ลงไปในบ่อดินด้านหลัง ระยะหลังจึงให้มีการดักวัสดุข้างต้นด้วยถุงดำในเข่งแล้วนำไปขึ้นรถเพื่อไปหลุมฝังกลบอีกทีหนึ่ง คืน ๆ หนึ่งก็มีน้ำหนักของเศษซากวัสดุเหล่านี้ไม่น้อยกว่าสิบถึงยี่สิบกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับจำนวนสุกรที่เืชือด
เว้น ๆ ก็นึกเสียดายว่าไอ้เศษซากเหล่านี้มันเป็นของย่อยสลายได้ทั้งนั้น ที่ขนไปทิ้งเพราะไม่อยากให้บ่อตื้นเร็วและเป็นแหล่งส่งกลิ่น เพาะเชื้อโรค แล้วในที่สุดก็เลยเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยใช้รถขุดหลุมเป็นล็อก ๆ และแทนที่จะเอาเศษซากจากการเชือดเหล่านี้ไปทิ้งที่หลุมฝังกลบ ก็เปลี่ยนมาเอาไปฝังดินไว้แทน เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้มีธาตุอาหารเพิ่มขึ้น โดยใช้กระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติ หรือเมื่อฝังไว้สักระยะหนึ่ง ก็สามารถนำดินบริเวณที่ฝังนั้นไปใช้เป็นปุ๋ยได้อีกทอดหนึ่ง
ที่เปลี่ยนวิธีก็เพราะนึกถึงการไปทุ่งเพื่อปลดทุกข์ในท้องของคนแต่ก่อน เขาไม่ได้ไปมือเปล่า แต่เอาจอบหรือเสียมไปด้วย โดยขุดและกลบก่อนและหลังกระบวนการ และนึกถึงสวนผักสมัยก่อนที่ทราบว่านำมูลคนไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน
แต่ตัวที่ต้องทำให้คิดและลงมือสำหรับงานนี้ กลับเป็นเพราะเห็นเจ้าเศษซากจากโรงเชือดเหล่านี้ เดือน ๆ หนึ่งมีน้ำหนักร่วมหนึ่งตัน ยิ่งปีนี้กดน้ำหนักขยะรวมทั้งเมืองไม่ค่อยยอมลงอยู่ด้วย เพราะเหตุได้ลดลงต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่เอาเศษซากเหล่านี้ไปหลุม แต่เอามาฝังไว้ใกล้ ๆ แทน ก็จะช่วยเรื่องน้ำหนักขยะได้ไม่น้อยนั่นเอง



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น